เทคนิคลวดลายผ้าไทย

พิมพ์/เขียนลวดลายจากการตกแต่งผ้า

ผ้าโขมพัสตร์

โขม แปลว่า ละเอียด
พัสตร์ แปลว่า ผ้า
“โขมพัสตร์” จึงแปลว่า ผ้าที่ละเอียดอย่างยิ่ง (นภษร ศรีวิลาศ, 2561)
          ผ้าโขมพัสตร์เกิดขึ้นในสมัยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง เป็นชื่อร้านขายผ้าฝ้ายพื้นเมืองของหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยพลเอกพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าบวรเดช และ หม่อมเจ้าหญิงผจง–รจิตร กฤดากร เดิมลวดลายผ้าเน้นการพิมพ์ลายไทยบนผืนผ้าฝ้ายเป็นหลัก ซึ่งท่านทั้งสองได้ทรงศึกษาเรื่องลายไทยโบราณจากพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ โดยในอดีตทุกอย่างจะต้องด้วยมือ ตั้งแต่กระบวนการทอผ้าเองด้วยกี่กระตุก ต่อมามีการใช้ผ้าฝ้ายเนื้อต่างๆ ผ้าลินิน ผ้าโทเร ตามการออกแบบ และการนำไปใช้ ส่วนการเขียนลายจะเขียนด้วยมือทั้งหมดเช่นเดียวกัน ต่อมาได้มีการประยุกต์ใช้โดยการนำระบบซิลค์ สกรีน พริ้นติ้งมาใช้ในการพิมพ์ผ้า เป็นต้น
ความนำสมัยของ ผ้าโขมพัสตร์ คือ การเน้นความเป็นไทยลงบนผืนผ้า ทำให้ผู้ใช้มีความภาคภูมิใจนอกจากผ้าจะมีลวดลายสวยงามแล้ว สีที่ใช้พิมพ์ยังมีความคงทน สีไม่ตก (สำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน, ม.ป.ป.)

การพัฒนาลวดลายพิมพ์ แต่เดิมผ้าโขมพัสตร์เริ่มจากการเขียนพิมพ์ลายไทย และพัฒนาเป็นผ้าพันคอลวดลายของเมืองไทยตามสถานที่ต่างๆ เช่น ลายวัดอรุณ เรือหงส์ บ้านชาวนา ลายดอกจิก ซึ่งเป็นลายอัตลักษณ์ของผ้า ลายเทพนม ลายหัวโขน ลายกระหนก ลายหัวโขน ลายหมากรุกไทย ลายเด็กหัวจุก และลายผ้าเกี้ยวพิมพ์ทอง มีลักษณะที่เชิงและขอบลายทอง จำลองแบบ และลวดลายจากผ้าลายเขียนทองในราชสำนัก ใช้ตกแต่งพระที่นั่งวิมานเมฆ ลวดลายสมัยใหม่ได้รับการพัฒนาให้เข้ากับพื้นที่ต่างๆ เช่น  ลายชายหาด ลายเปลือกหอยนานาชนิด และลวดลายจากธรรมชาติ เช่น พืชสวนครัว ดอกไม้ไทย ดอกพังพวย ดอกเฟื่องฟ้า เป็นต้น 

การพัฒนาเป็นสินค้า ในอดีตนิยมทำเป็นผ้าพันคอ และได้รับการปรับปรุงพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น ผ้ารองจาน เครื่องใช้ในบ้านต่างๆ และปัจจุบันได้มีการพัฒนาเป็นผ้าตัดสำหรับตัดเสื้อ ผ้าม่าน ผ้าตกแต่งเฟอร์นิเจอร์ เป็นต้น  

การพัฒนาต่อยอดของผ้า แบรนด์โขมพัสตร์ ปัจจุบันแบรนด์โขมพัสตร์ได้มีการพัฒนาโดยการขยายแบรนด์ธุรกิจไปสู่ แบรนด์โขม ซึ่งยังคงอัตลักษณ์ของผ้าพิมพ์ลาย แต่มีความแตกต่างกันที่สีสัน และลวดลายที่ถูกลดทอนรายละเอียดไทยๆออกบางส่วน เพื่อให้ดูร่วมสมัย และมีการพัฒนาเป็นสินค้ามากขึ้น เช่น การพัฒนาเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูป และสินค้าแฟชั่นต่างๆมากขึ้น (ไทยรัฐออนไลน์, 2553)

ภาพจาก Khomapastr Fabrics
(https://www.facebook.com/Khomapastrfabrics/)

อ้างอิง
  • ไทยรัฐออนไลน์. (2553). โขมพัสตร์ สานตำนานผ้าพื้นเมืองของหัวหิน. สืบค้น 25 ตุลาคม 2562, จาก  https://www.thairath.co.th/lifestyle/woman/88765
  • นภษร ศรีวิลาศ. (2561). คุยกับอดีตนักการธนาคาร ทายาทรุ่นที่สาม กับการต่อยอดผ้าพิมพ์ลายไทยโบราณให้สนุกและเข้าถึงได้. สืบค้น 25 ตุลาคม 2562, จาก https://readthecloud.co/nextgen-khomapastr/
  • สำนักงานเทศบาลเมืองหัวหิน. การพิมพ์ลายผ้า. สืบค้น 25 ตุลาคม 2562, จาก https://www.huahin.go.th/new/knowledge/detail/9/data.html
ผ้าบาติก

          บาติก เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าผ่านการเขียน โดยเทคนิคการวาดเทียนเป็นลวดลายเพื่อกั้นสี หรือปิดสีในส่วนที่ไม่ต้องการ และใช้วิธีการแต้มสี หรือระบายสีในส่วนที่ต้องการให้ติดสี เกิดเป็นลวดลายที่สวยงามตามต้องการ

          ต้นกำเนิดของเทคนิคการทำผ้าบาติกยังไม่สามารถระบุได้ว่ามาจากแหล่งใด โดยจากการกล่าวถึงของนักวิชาการชาวยุโรปเชื่อว่าต้นกำเนิดมาจากอินเดียก่อน และเผยแพร่ไปยังอินโดนีเซีย บางแหล่งกล่าวมาจากอียิปต์ เปอร์เซีย ซึ่งได้อ้างถึงหลักฐานการขุดพบผ้าบาติกโบราณ และบางแหล่งเชื่อว่าบาติกนั้นเกิดขึ้นจากประเทศอินโดนีเซีย โดยอ้างถึงรากศัพท์เฉพาะที่ใช้เรียกผ้าของชาวชวา ซึ่งเป็นชนพื้นเมืองของอินโดนีเซีย และสีที่ใช้ย้อมเป็นสีธรรมชาติที่ได้จากพืชในอินโดนีเซีย รวมไปถึงแท่นขี้ผึ้งที่ใช้เทียนลายก็เป็นของอินโดนีเซียเช่นกัน ลวดลายของบาติกอินโดนีเซีย เป็นเทคนิคที่ซับซ้อนกว่าอินเดีย ดังนั้น N.J.Kron นักประวัติศาสตร์ชาว ดัตช์จึงได้สรุปว่าเทคนิคการทำบาติกนั้นเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก่อนการติดต่อกับอินเดีย (สิริพิชญ์ เหลืองสุวรรณ, ม.ป.ป.)

          บาติกในประเทศไทยได้รับการเผยแพร่อิทธิพลจากประเทศมาเลเซีย ผ่านทางจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งคนไทยรู้จักบาติกในชื่อของผ้าพัน หรือผ้าปาเต๊ะ หรือโสร่งซึ่งเรียกตามวิธีการสวมใส่ ซึ่งเป็นภาษาอินโดนีเซียคือ นุ่ง ปัจจุบันมีการทำ และผลิตกันอย่างแพร่หลายทั้งในระบบครัวเรือน และระบบอุตสาหกรรมในพื้นที่ต่างๆ เช่น ยะลา ปัตตานี สงขลา นราธิวาส กรุงเทพมาหนคร ภูเก็ต เชียงใหม่ พัทยา และสมุย เป็นต้น ผ้าบาติกในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีการทำได้หลากหลายเช่น 

  1. บาติกลายพิมพ์ด้วยแม่พิมพ์โลหะ ไม้ และเชือก และนำไปย้อม 3-4 ครั้ง
  2. บาติกลายเขียน คือ การเขียนเทียนลงบนผ้า และนำไปย้อม ซึ่งอาจมีเทคนิคการเขียนเทียนซ้ำเพื่อปิดส่วนที่ย้อมสีแล้วเรียกว่าเก็บสี และนำไปย้อมเพิ่มอีก เพื่อให้ได้ลวดลายและสีที่หลากหลายขึ้น    
  3. บาติกลายเขียน และระบายสี เป็นการเขียนเทียนบนผ้า แล้วระบายสีทั่วทั้งผืน
  4. บาติกกันเทียน ลัดสี ของจังหวัดลำพูน (Krabibatik, 2011)      

การแบ่งประเภทของบาติก แยกตามเทคนิคการทำผ้าบาติกสามารถได้ 3 วิธี ประกอบด้วย

  1. บาติกลายเขียน จัดเป็นผ้าบาติกชั้นสูง เป็นที่นิยมของผู้ที่มีฐานะทางการเงินดี มีหน้ามีตาในสังคม ผ้าบาติกเขียนเทียนด้วย จันติ้ง (Tjanting) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับกามีกรวยให้น้ำเทียนไหลออกและมีด้ามสำหรับจับเขียน ลวดลายของบาติกเป็นลวดลายอิสระ ช่างบาติกจะเขียนตามจินตนาการด้วยน้ำเทียนร้อนวาดเป็นลวดลายต่างๆ 
  2. บาติกลายพิมพ์ เป็นบาติกที่ใช้แม่พิมพ์ซึ่งทำจากไม้ หรือทองแดง หรือโลหะอื่น จุ่มลงบนน้ำเทียนร้อน แล้วพิมพ์ลงบนผ้า จากนั้นจึงนำสีมาระบาย หรือนำไปย้อมต่อไป ลักษณะพิเศษ คือ ลวดลายที่ได้จะมีลักษณะลายซ้ำกัน กรรมวิธีง่ายกว่าการเขียน สามารถผลิตได้ครั้งละจำนวนมาก 
  3. ผ้าบาติกพิมพ์สี เป็นบาติกที่ทำเลียนแบบเทคนิคเขียนมือ ลักษณะลวดลายมีสีสันสดใส เป็นการผสมผสานระหว่างเทคนิคการพิมพ์ กับการเขียนมือ โดยใช้ขี้ผึ้งผสมกัน เช่นการพิมพ์ผ้าบนตะแกรงใหม่ แล้วปิดด้วยเทียนและนำไปย้อมสี วิธีการสังเกตคือผ้าลายด้านหน้าจะมีความชัดเจนมากกว่าด้านหลัง

การแบ่งประเภทบาติกตามชนิดของผ้าสามารถแบ่งได้เป็น 5 ประเภท ประกอบด้วย

  1. ผ้าบาติกธรรมดา เป็นบาติกพิมพ์ลาย หรือย้อมสี แบบการต้มเพียงครั้งเดียว
  2. ผ้าบาติกลาซิม เป็นผ้าบาติกที่ผ่านกระบวนพิมพ์ลาย หรือย้อมสี 2 ครั้ง และกระบวนการต้ม 2 ครั้ง
  3. ผ้าบาติกเขียนสี เป็นผ้าบาติกที่ใช้แต้มสีลงบนดอกไม้ หรือมีการวาดสีเป็นรูปต่างๆ
  4. ผ้าบาติกโซโล เป็นผ้าบาติกหน้าแคบแต่มีความยาวของผ้า หรือบาติกพัน มี 3 สีคือ ดำ เหลือง น้ำเงิน
  5. ผ้าบาติกชั้นเดียว เป็นผ้าบาติกที่มีลวดลายอิสระ เช่น ส่วนหัวของผ้าเป็นลายธรรมชาติ มีลักษณะพิเศษคือ จะมีสีขาวเป็นหลักไม่รวมสีเดิมของเนื้อผ้า
    (เจษฎา บุญมี และคณะ, (ม.ป.ป.))

ภาพตัวอย่างผ้าบาติกจากแบรนด์ Batik De Nara 
(https://www.facebook.com/BatikdeNara/)

อ้างอิง