เทคนิคลวดลายผ้าไทย

ย้อมสีลวดลายจากการตกแต่งผ้า

         “ย้อม” เป็นเทคนิคที่ทำให้เกิดลวดลาย และสีสันบนผืนผ้าที่สืบทอดกันมายาวนาน ด้วยการใช้สารที่ให้สีจากธรรมชาติ เช่นพืช และสัตว์ และการใช้สารเคมี ผ่านกระบวนการจุ่ม แช่ หรือให้ความร้อน เพื่อให้สีสามารถซึมและดูดซับเข้าสู่เส้นใย เส้นด้าย หรือผืนผ้า เกิดเป็นสี และลวดลายต่างๆ

การมัดย้อม

          “มัดย้อม” เป็นเทคนิคการทำลวดลายบนผืนผ้าด้วยการใช้เชือกหรือเส้นด้าย มัดบนผืนผ้าบริเวณที่ไม่ต้องการให้ติดสี เรียนกว่ากั้นสี จากนั้นจึงนำผ้าไปย้อมสีเพื่อให้ผ้าส่วนที่เหลือติดสีเกิดเป็นลวดลายต่างๆ หลักการมัดขึ้นอยู่กับความแน่นของการมัด ถ้ามัดแน่นมากสีจะไม่สามารถซึมเข้าไปได้ลวดลายที่ได้จะมีความคมชัด ถ้ามัดลวดลายมากเกินไปจะทำให้ได้ลวดลายที่มีสีของผ้ามากกว่าสีย้อม แต่หากมัดไม่แน่นสีย้อมจะสามารถซึมผ่านเข้าไปบริเวณที่มัดได้ทำให้เกิดลวดลายน้อย หรือไม่มีลวดลาย
          มัดย้อมเป็นศิลปะการสร้างลวดลายที่มีมาแต่ในอดีต และนิยมทำกันทั่วโลก ตามประวัติมัดย้อมเริ่มต้นทำในแถวเอเชียโบราณขยายไปยังทวีปอินเดีย มาเลเซีย และแอฟริกา ส่วนในทวีปอเมริกานั้นพบในโคลัมเบียเป็นยุคแรก ด้วยการทำเป็นลวดลายวงกลม สี่เหลี่ยมง่ายๆ (ลัดดา บุตรเลียง, 2559)
         
สำหรับในประเทศไทยเริ่มขึ้นที่บ้านคีรีวง จังหวัดนครศรีธรรมราช จากการย้อมเครื่องนุ่งห่ม และเบ็ดตกปลาโดยใช้ใบไม้ เปลือกไม้ เถาวัลย์เพื่ออำพรางไม่ให้ปลามองเห็น และมีการแพร่หลายไปสู่การมัดย้อมเพื่อใช้เป็นเครื่องนุ่งห่ม ผ้าขาวม้า ผ้าเช็ดหน้า และทำผลิตภัณฑ์อื่นๆ สีที่ใช้เริ่มต้นเป็นสีที่มาจากธรรมชาติ เช่นใบสับปะรด เปลือกไม้ ใบไม้ เช่น ใบต้นครามโหมง ย่านมวน (นาริญจ์ รุจิพรรณ และคณะ, 2554)

การออกแบบลวดลายผ้ามัดย้อม
          การออกแบบลวดลายของผ้ามัดย้อมมีเทคนิคที่กว้าง และมีอิสระในการออกแบบและมีเทคนิคในการมัดหลายอย่างขึ้นกับผู้ออกแบบว่าออกแบบเป็นเช่นไร เช่นการมัดวงกลม สีเหลี่ยม สามเหลี่ยม หรือลายอื่นๆ เทคนิคที่ได้รับความนิยมคือ

  1. การพับผ้า เช่น การพับสามเหลี่ยม การจับจีบเป็นรูปพัด เป็นต้น เป็นวิธีที่นิยมมาก เป็นวิธีที่ง่าย ลวดลายที่ได้จะมีความสมมาตร สีที่ได้จะมีความไม่เท่ากันเนื่องจากบริเวณด้านที่ถูกพับสีจะสามารถซึมเข้าไปได้น้อยกว่าบริเวณส่วนด้านนอก 
  2. การพับแล้วเย็บ คล้ายกับวิธีการพับ วิธีการคือพับผ้าเป็นรูปต่างๆแล้วใช้ด้ายเนาเป็นเส้น ลวดลายที่ได้จะมีลักษณะด้านซ้ายและขวาใกล้เคียงกัน แต่จะมีแนวของเส้นด้ายเป็นแถบเล็กๆแทรกอยู่
  3. การพับแล้วหนีบ คือการพับผ้าเป็นรูปต่างๆ และใช้ไม้หนีบ ทั้ง 2 ข้างเหมือนการปิ้งปลา การม้วนแล้วมัด คือการนำผ้ามาม้วนเข้ากับแกน แล้วมัดตามนำแหน่งที่ต้องการ และถอดแกนออก
  4. การขยำแล้วมัด คือการขยำผ้าเป็นจุดๆ แล้วมัด ลวดลายที่ได้จะมีความเป็นอิสระ
  5. การนำวัสดุอื่นเข้าไปในผืนผ้าแล้วทำการมัด เช่น ก้อนหิน เป็นต้น ลักษณะลวดลายที่ได้จะมีความอิสระขึ้นอยู่กับวัสดุที่นำมาแทรกในผ้า (สุทัตตา สารนาถ, 2561)

เมื่อมัดเสร็จแล้วจึงนำไปย้อมด้วยเทคนิค การจุ่มสี การย้อมแบบต่อเนื่อง หรือการระบายสี หรือพิมพ์สี ส่วนที่ถูกมัดหรือหนีบ จะมีลักษณะไม่ติดสี และเมื่อแก้มัดออกจะเกิดส่วนสีติดสี และไม้ติดี เกิดเป็นลวดลายต่างตามที่ออกแบบไว้ 

          การมัดย้อมลวดลาย สามารถย้อมสีทั้งย้อมสีเดียว และการย้อมหลายสีขึ้นกับการออกแบบ และการมัดกันสีในแต่ละครั้ง เช่นการมัดครั้งที่ 1 จะได้บริเวณที่ติดสีและไม่ติดสี หากต้องการย้อมสีที่ 2 ผู้ทำจะต้องมัดบริเวณสีที่ได้ย้อมแล้วเพื่อป้องกันไม่ให้สีซึมเข้าไปผสมกัน จากนั้นจึงนำไปย้อม ก็จะเกิดสีที่ 2 ในบริเวณที่ไม่ติดสีในการย้อมครั้งที่ 1 เป็นต้น หากต้องการย้อมสีอื่นๆอีก ผู้มัดจะต้องมัดส่วนที่ย้อมแล้ว แล้วจึงนำไปย้อมเพิ่มเติมเพื่อให้ได้สีออื่นๆต่อไป ดังนั้นผู้มัดจึงต้องมีความชำนาญมากในการมัดและการวางลวดลายจึงจะได้ผ้าที่ออกมาลวดลายตามต้องการ

วิธีการย้อม
วิธีการย้อมสีมี 3 วิธี คือ

  1. การย้อมแบบจุ่ม คือ การจุ่มผ้าลงในน้ำย้อมที่มีสีย้อม และสารช่วยย้อมแล้วในปริมาณที่เหมาะสม และทำให้ผ้ามีการเคลื่อนที่อย่างสม่ำเสมอ หรือการทำให้น้ำย้อมมีการเคลื่อนไหวโดยที่ผ้าหยุดนิ่ง เพื่อให้น้ำย้อมสามารซึมผ่านเข้าไปในผ้าได้อย่างสม่ำเสมอ
  2. การย้อมแบบต่อเนื่อง คือการย้อมสีโดยการใส่ผ้าลงไปในเครื่องย้อมที่มีสีย้อม และสารช่วยย้อมที่แยกส่วนกัน เช่น การจุ่มผ้าลงในสีย้อมเพื่อให้สีย้อมซึมเข้าไปในผ้า และยกขึ้นบีบน้ำออก และนำผ้าไปฟิกซ์สีเพื่อให้สีติดผ้า
  3. การย้อมด้วยวิธีการระบายสี หรือพิมพ์สี  คือการระบายสี หรือการกดพิมพ์สีลงบริเวณผ้าที่ไม่ถูกมัด เพื่อให้สีซึมลงไปบริเวณผ้าด้านล่าง (เสาวลักษณ์ สวัสดี และพัชราภรณ์ สาริพัฒน์, 2555)

ภาพมัดย้อม
(https://pixabay.com/images/search/tie%20dye/)

ภาพเสื้อผ้าแฟชั่นเทคนิคมัดย้อมจากแบรนด์ WISHARAWISH
(วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข)
(https://pixabay.com/images/search/tie%20dye/)

อ้างอิง
การย้อมสีเส้นไหมด้วยสีธรรมชาติ

          การย้อมสีเส้นไหมและเส้นฝ้ายสีธรรมชาติ เป็นการสร้างสรรลวดลายบนผืนผ้าผ่านการนำเส้นไหม และเส้นฝ้ายไปทอ หรือถักเป็นผืนผ้า เป็นหนึ่งในภูมิปัญญาไทยที่สืบทอดมาแต่โบราณ ด้วยการคัดสรรพันธุ์พืชหรือสัตว์ที่มีอยู่หลากหลายในท้องถิ่น ใช้เป็นวัตถุดิบเพื่อให้สี ซึ่งพันธุ์พืชและสัตว์แต่ละชนิดจะมีคุณสมบัติให้สี และเกิดการติดสีที่ต่างๆกัน ในปัจจุบันมีการพัฒนาสีย้อมจากธรรมชาติให้สามารถติดสีได้ดี สีไม่ตก และไม่ซีดจางง่าย แต่ด้วยข้อจำกัดทางธรรมชาติจึงทำให้วัตถุดิบไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภคที่มีความต้องการที่เพิ่มขึ้นปัจจุบัน เนื่องจากการใส่ใจสิ่งแวดล้อม และหันกลับมาใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ และสีกลุ่มนี้ยังมีความนุ่มนวล และไม่ฉูดฉาด ทำให้ได้รับความนิยมมากขึ้นโดยเฉพาะชาวต่างชาติ (สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม กรมหม่อนไหม, ม.ป.ป.)
          วัตถุดิบที่สามารถให้สีธรรมชาติส่วนมากจะได้จากพืช ส่วนที่เป็นเปลือกไม้ ใบไม้ ผล เมล็ด และราก ซึ่งแต่ละชนิดจะมีกรรมวิธีเฉพาะที่แตกต่างกันในการสกัดสีเพื่อใช้ย้อมขึ้นอยู่กับส่วนที่นำมาย้อม (สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม กรมหม่อนไหม, 2556)

ตัวอย่างของพืช และสัตว์ที่ให้สีย้อมธรรมชาติ และนิยมในการนำมาย้อมผ้า และเส้นด้าย เช่น 

– สีแดง ได้จาก รากยอ แก่นฝาง ลูกคำแสด เปลือกสมอ ครั่ง

– สีคราม ได้จาก รากและใบของต้นคราม หรือต้นห้อม 

– สีเหลือง ได้จาก แก่นแขหรือแก่นแกแล แก่นขนุน ต้นหม่อน ขมิ้น เปลือกไม้นมแมว แก่นสุพรรณิการ์ ดอกกรรณิการ์ ดอกดาวเรือง

– สีตองอ่อน ได้จาก เปลือกต้นมะพูด เปลือกผลทับทิม แก่นแกแลและต้นคราม ใบหูกวาง เปลือกและผลสมอพิเภก ใบส้มป่อยและผงขมิ้น ใบแค ใบสับปะรดอ่อน

– สีดำ ได้จาก ผลมะเกลือ ผลกระจาก ผลและเปลือกสมอ

– สีส้ม ได้จาก เปลือกและรากยอ ดอกกรรณิการ์ (ส่วนที่เป็นหลอดสีส้ม) เมล็ดคำแสด

– สีเหลืองอมส้ม ได้จาก ดอกคำฝอย

– สีม่วงอ่อน ได้จาก ลูกหว้า

– สีชมพู ได้จาก ต้นฝาง ต้นมหากาฬ

– สีน้ำตาล ได้จาก เปลือกไม้โกงกาง เปลือกผลมังคุด

– สีกากีแกมเหลือง ได้จาก หมากสง กับแก่นแกแล

– สีเขียว ได้จาก เปลือกต้นมะริดไม้ ใบหูกวาง เปลือกสมอ ครามย้อมทับด้วยแถลง (การย้อมสีธรรมชาติ, ม.ป.ป.)

การย้อมสีผสม

          เนื่องจากข้อจำกัดของการสีของแต่ละวัตถุดิบทำให้สีธรรมชาติไม่สามารถครอบคลุมการให้สีได้ทุกสี เช่น สีเขียวโทนสีต่างๆ สีเทา สีกรมท่า เป็นต้น ดังนั้น จึงเกิดการพัฒนาการผสมสีย้อมธรรมชาติ เพื่อให้ได้สีที่หลากหลายมากขึ้น ดังนี้

  • แก่นขนุน ผสม คราม ได้สี เทาดำ
  • เปลือกประดู่ ผสม คราม ได้สี เขียวอ่อน 
  • ใบสมอ ผสม คราม ได้สี เขียวขี้ม้า 
  • ใบสมอ ผสม แก่นฝาง ได้สี น้ำตาลแก่ 
  • ใบสมอ ผสม ครั่ง ได้สี น้ำตาล
  • แก่นฝาง ผสม คราม ได้สี ม่วง
  • งิ้วป่า ผสม คราม ได้สี กรมท่า 
  • แก่นขนุน ผสม แก่นมะยม ได้สี น้ำตาลไหม้ 
  • แก่นยอป่า ผสม ครั่ง ได้สี ม่วง 
  • แก่นฝาง ผสม ครั่ง ได้สี ม่วง 
  • แก่นขนุน ผสม หูกวาง ได้สี เขียวอ่อน 
  • แก่นมะยม ผสม ใบสน ได้สี เขียวอ่อน 
  • แก่นขนุน ผสม เปลือกกะท้อน ได้สี เนื้ออมเหลือง 
  • เปลือกสมอ ผสม โคลน ได้สี เทาดำ
  • เปลือกจบก ผสม เปลือกประดู่ ได้สี น้ำตาลอมชมพู 
  • เปลือกจบก ผสม เปลือกมะพร้าวอ่อน ได้สี น้ำตาลไหม้ 
  • ครั่ง ผสม เปลือกมะพร้าวอ่อน ได้สี สีเม็ดมะขาม
  • แก่นขนุน ผสม เปลือกประดู่ ได้สี น้ำตาลแดง 
  • ครั่ง ผสม เปลือกประดู่ ได้สี น้ำตาลอมชมพู
  • แก่นขนุน ผสม ใบขี้เหล็ก ได้สี เนื้ออมเขียว 
  • เปลือกจบก ผสม เปลือกนางคำ ได้สี เทาอมชมพู 
  •  แก่นขนุน ผสม ใบเหมือดแอ ได้สี เขียวไผ่ 
  • เปลือกจบก ผสม เปลือกอาราง ได้สี น้ำตาล 
  • ครั่ง ผสม ใบเหมือดแอ ได้สี เทา 
  • ใบสมอ ผสม เปลือกอาราง ได้สี เหลืองกากี 
  • ใบเหมือดแอ ผสม น้ำสนิม ได้สี เขียวอ่อน 
  • เปลือกมะพร้าวอ่อน ผสม สนิม ได้สี เทาอ่อน 
  • เปลือกมะพร้าวอ่อน ผสม โคลน ได้สี เทาแก่ 
  • ใบสมอ ผสม เปลือกนางคำผสมแก่นฝาง ได้สี น้ำตาลแดง 
  • ไบกัลปพฤกษ์ ผสม ใบหูกวางผสมสนิม ได้สี เขียวไพร

ข้อดีของสีธรรมชาติ

  1. ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของผู้ผลิตและผู้บริโภค
  2. น้ำทิ้งจากกระบวนการผลิตไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
  3. วัตถุดิบหาได้ง่ายในชุมชนไม่ต้องใช้สีเคมีที่นำเข้าจากต่างประเทศ
  4. การย้อมสีธรรมชาติสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เป็นความรู้ที่เพิ่มพูนขึ้นตามประสบการณ์ สามารถ ถ่ายทอดให้แก่คนรุ่นหลัง เป็นภูมิปัญญาของท้องถิ่น
  5. สีธรรมชาติมีความหลากหลาย ตามชนิด อายุและส่วนของพืชที่ใช้ ตลอดจนชนิดของสารกระตุ้นหรือขั้นตอนการย้อม
  6. การย้อมสีธรรมชาติทำให้เห็นคุณค่าและรู้จักใช้ ประโยชน์ของทรัพยากรธรรมชาติ
  7. ความสัมพันธ์ระหว่างคนย้อมสีกับต้นไม้ ย่อมก่อให้ เกิดความรัก ความหวงแหน และเรียนรู้ที่จะอนุรักษ์ และปลูกทดแทนเพื่อการผลิตที่ยั่งยืน (การย้อมสีธรรมชาติ, ม.ป.ป.) 

 

ข้อจำกัดของสีธรรมชาติ

  1. ปริมาณสารสีในวัตถุดิบย้อมสีมีน้อย ทำให้ย้อมได้สีไม่เข้มหรือต้องใช้วัตถุดิบปริมาณมาก
  2. ไม่สามารถผลิตได้ในประมาณมากและไม่สามารถผลิตสีตามที่ตลาดต้องการ
  3. สีซีดจางและมีความคงทนต่อแสงต่ำ
  4. คุณภาพการย้อมสีธรรมชาติขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการซึ่งควบคุมได้ยาก การย้อมสีให้เหมือนเดิมจึงทำได้ยาก
  5. ในการย้อมสีธรรมชาติถ้าไม่มีวิธีการ และจิตสำนึกในการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืนย่อมจะกลายเป็นการทำลายสิ่งแวดล้อมได้ (การย้อมสีธรรมชาติ, ม.ป.ป.)

 

การรักษาผ้าไหมสีธรรมชาติ

          ผ้าไหมที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ มีความสวยงามและลักษณะของผ้าต่างจากผ้าชนิดอื่นๆ การดูแลรักษาการซัก-รีด จึงแตกต่างและพิถีพิถันกว่าผ้าทั่วไป 

          ผ้าไหมไม่ควรซักด้วยเครื่องซักผ้า และไม่ควรใช้สบู่หรือผงซักฟอกที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ควรเลือกใช้ชนิดที่เป็นกรดอ่อนๆ หรือเป็นกลาง ไม่ควรบิดผ้าไหม และควรตากในร่มเท่านั้น

          การรีดผ้าไหม ควรรีดผ้าไหมขณะที่ยังหมาดน้ำอยู่และควรใช้ผ้าชิ้นอื่นทับบนผ้าไหม แล้วรีดบนผ้าผืนนั้น หรือรีดด้านในของผ้าไหม ถ้าต้องการใช้น้ำยารีดผ้าเรียบควรเลือกชนิดคุณภาพดี

          เมื่อสวมใส่ผ้าไหมย้อมสีธรรมชาติ ควรหลีกเลี่ยงอยู่ท่ามกลางแสงแดดจัดนานเกินไป เนื่องจากสีธรรมชาติบางสีซีดจางง่ายกว่าปกติ (สำนักวิจัยและพัฒนาหม่อนไหม กรมหม่อนไหม, ม.ป.ป.)

ตัวอย่างผ้าที่ย้อมด้วยสีธรรมชาติ

ผ้าซิ่นจกสีธรรมชาติ
แหล่งที่ทอ อำเภอบ้านไร่ จังหวัดอุทัยธานี
ชาติพันธุ์ ชาวไทคั่ง
เจ้าของตัวอย่างผ้า ร้าน พ.ภูษา

ผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ
เจ้าของตัวอย่างผ้า
สำเนียง บุญโสดากร

ผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ
เจ้าของตัวอย่างผ้า อาจารย์ อรไท ผลดี

 

ผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ
เจ้าของตัวอย่างผ้า ร้าน NETCRAFT

ผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ
เจ้าของตัวอย่างผ้า
อาจารย์ อรไท ผลดี

ผ้าโฮล สีธรรมชาติ

ผ้าไหมหางกระรอกชายขิด สีธรรมชาติ

คลุมไหล่ย้อมสีด้วยเปลือกหว้า

ผ้าอัมปรม ย้อมครั่ง

ผ้ามัดหมี่สีธรรมชาติ
(ศิริ ผาสุก, 2545)

อ้างอิง