เทคนิคลวดลายผ้าไทย

จกลวดลายจากโครงสร้างผ้า

          เป็นเทคนิคการทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้า ด้วยวิธีการทอ และการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปบนผืนผ้าเป็นช่วงๆ ไม่ติดต่อกันตลอดหน้ากว้างของผ้า เพื่อให้เกิดเป็นลวดลายต่างๆที่ได้ออกแบบไว้ โดยการใช้นิ้วมือหรือไม้แหลม หรือขนเม่นในการจกหรือยกด้ายเส้นยืนในช่วงนั้นๆขึ้น และแทรกเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ ตามจังหวะของลวดลาย

ลักษณะเด่นของผ้า

          ผ้าจกเป็นผ้าที่มีลักษณะการทอคล้ายผ้าขิด ต่างกันที่ผ้าขิดจะพุ่งเส้นด้ายตลอดหน้าผ้า ทำให้เกิดสี และลวดลายเป็นแถวหรือแนวเดียวกันตลอดหน้าผ้า ส่วนผ้าจกจะต่างกันที่เทคนิคการแทรกเส้นด้ายพุ่งเป็นช่วงๆของลายอย่างอิสระ ทำให้เกิดลวดลายที่หลากหลาย และมีสีสันที่สวยงามมากกว่า แต่ต้องใช้ความประณีต และใช้เวลาในการทอมากกว่า ในการเปลี่ยนสีเส้นด้าย ให้เกิดเป็นลวดลายในแต่ละแถวหรือช่วงของลายนั้นๆ ดังนั้นการทอจกจึงมักทอเป็นผืนผ้าหน้าแคบเพื่อใช้ตกแต่งมากกว่าที่จะทอเป็นเครื่องนุ่งห่มโดยตรง เช่น การทอเป็นเชิงผ้าซิ่น หรือที่เรียกว่า “ซิ่นตีนจก” ซึ่งผ้าซิ่นตีนจกจะประกอบด้วย 3 ส่วนที่เกิดจากการทอแยกชิ้นกัน และนำมาเย็บประกอบรวมกันอย่างประณีต (กรมส่งเสริมวัฒนธรรม, 2560) ประกอบด้วย

  • ส่วนหัวซิ่น เป็นผ้าพื้นสีขาว สีแดง หรือสีดำ เย็บติดกับส่วนหัว มีลักษณะผ้าเนื้อบางเพื่อเวลานุ่งชายที่พับเข้าไปในเข็มขัดจะได้ไม่หนาจนเกินไป
  • ส่วนตัวซิ่น จะทอเป็นผ้าพื้น ผ้ามัดหมี่ หรือผ้ายกมุกสีต่างๆ ตามแต่ละท้องถิ่น
  • ส่วนตีนซิ่น จะทอเป็นจกเป็นลวดลายที่สวยงาม
วัสดุที่ใช้ทอ

          ผ้าจกที่นิยมใช้มักทอด้วยฝ้าย หรือไหมทั้งผืน และผสมฝ้าย และไหม เช่น เส้นด้ายยืนเป็นเส้นฝ้าย และด้ายพุ่งเป็นเส้นไหม

แหล่งที่ทอ

          มีการทอแพร่หลายพื้นที่ เช่นบริเวณภาคอีสานตอนบน ภาคเหนือ และภาคกลาง

ชาติพันธุ์

          นิยมทอในกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว กลุ่มภูไท/ผู้ไท และกลุ่มไทยวน/ไทโยนก

วิวัฒนาการของผ้า

          อดีตผ้าขิดจะมีการทอผ้าแบบหน้าแคบ ปัจจุบันมีการทอแบบขยายหน้าผ้าให้กว้างขึ้นเพื่อเพิ่มโอกาสการใช้งานที่หลากหลายมากขึ้น

ลักษณะ/โอกาส/การนำไปใช้

          ผ้าจกนิยมใช้ต่อเชิงของผ้าซิ่น และทำเป็นผ้าสไบ ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงสถานะภาพทางสังคมของผู้สวมใส่ได้

อภิธานศัพท์

ไทลาว: ชนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งที่อาศัยอยู่ในบริเวณต่างๆ ของประเทศไทย เช่น บริเวณสองฝั่งของแม่น้ำโขง แต่คนไทยมักเรียกกลุ่มคนไทที่อพยพมาจากประเทศลาวเข้ามาอยู่ในประเทศไทยว่า ลาวหรือไทลาว

ภูไท/ผู้ไท: ชนเผ่าไทกลุ่มหนึ่งที่เดิมอาศัยอยู่ในบริเวณแคว้นสิบสองจุไทยและแคว้นสิบสองปันนา (ดินแดนส่วนเหนือของลาวและเวียดนามซึ่งติดต่อกับส่วนใต้ของประเทศจีน) โดยได้อพยพเข้าสู่ประเทศไทย ภูไทส่วนมากมีถิ่นฐานอยู่ในเขตจังหวัดนครพนม กาฬสินธุ์ มุกดาหาร สกลนคร และบางส่วนกระจายอยู่ในเขตจังหวัดหนองคาย อำนาจเจริญ อุบลราชธานี อุดรธานี ร้อยเอ็ด และยโสธร

ไทยวน/ไทโยนก: ชนเผ่าไทกลุ่มหนึ่ง ส่วนมากอาศัยอยู่ในล้านนาหรือภาคเหนือและภาคกลางบางส่วน

ผ้าซิ่นตีนจก

          ผ้าตีนจก เป็นผ้าจกที่ทอขึ้นเพื่อใช้ติดกับปลายผ้าซิ่น เพื่อความสวยงาม และเพื่อถ่วงปลายผ้าให้ผ้านุ่งแนบไปกับตัวผู้สวมใส่ เป็นผ้าทอจกหน้าแคบ นิยมทอด้วยผ้าไหม และผ้าฝ้าย หรือผสมเส้นด้ายอื่นๆเช่น ดิ้นเงิน ดิ้นทอง และเส้นด้ายพิเศษอื่นๆ
          ผ้าซิ่นตีนจกนิยมทอกันอย่างแพร่หลายเช่น ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคเหนือ โดยมีชาติพันธุ์มาจากชาวไทยวน หรือไทโยนก และชาวภูไท หรือผู้ไท (Kitkatoraya. 2556)
         
เทคนิคการทำให้เกิดลวดลายด้วยการจก การยกเส้นด้ายยืนขึ้นด้วยมือหรือไม้แหลม หรือขนเม่นเพื่อที่จะสามารถแทรกด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยจะเป็นการแทรกเส้นด้ายเฉพาะช่วงของลาย ส่งผลให้ลวดลายที่ได้มีความสวยงาม และสามารถประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆได้ (ศิริ ผาสุก, 2545)
         
การใช้สีของเชิงผ้าซิ่นที่นิยมจะเป็นกลุ่มสีทอง สีเหลือง สีเขียว สีขาว สีน้ำตาล สีคราม ซึ่งมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับชาติพันธุ์ และที่มาของผ้าพื้นถิ่นนั้นๆ ซึ่งปัจจุบันมีพัฒนาการของสีที่หลากหลาย และถูกพัฒนาให้ทันสมัยมากขึ้นเช่นกลุ่มสีอ่อน เป็นต้น
         
ลวดลายของจกเชิงซิ่นมักได้แรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒธรรม ประเพณีต่างๆ ลายสัตว์ ลายธรรมชาติ ลายต้นไม้ ใบไม้ ดอกไม้เป็นต้น

ผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดราชบุรี (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดราชบุรี (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าซิ่นตีนจก ลายหงส์ และลายดอกหมาก จังหวัดอุตรดิตถ์ (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าซิ่นตีนจก จังหวัดแพร่ (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าซิ่นตีนจก ลายโคมเชียงแสนหงส์ดำ จังหวัดเชียงใหม่ เจ้าของผ้า อาจารย์เผ่าทอง ทองเจือ (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าตุ๊ม

          ผ้าตุ๊มหรือผ้าคลุม เป็นผ้าสำหรับห่มไหล่ของผู้ชาย หรือใช้เป็นผ้าห่ม หน้าผ้ามีขนาดใหญ่กว่าผ้าจกทั่วไปจึงนิยมทอผสมจกกับเทคนิคอื่น ซึ่งลักษณะการทอผ้าตุ๊มมีหลายเทคนิค ที่จะกล่าวถึงในผ้าจกนี้เป็นเทคนิคของชาวภูไท ซึงมีลักษณะการทอผสมผสานระหว่างการจก และการขิด โดยจะมีการใช้เทคนิคการจกบริเวณส่วนเชิงของผ้า และการขิดในส่วนของท้องผ้า
          การใช้สีของผ้าตุ๊มที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวภูไทจะใช้สีแดงเป็นสีพื้น จกและขิดลวดลายด้วยสีขาว สีคราม สีเขียว สีเหลืองเป็นต้น
         
ลวดลายของผ้าตุ๊มได้แรงบันดาลใจมาจากธรรมชาติ ลายสัตว์ ลายต้นไม้ ดอกไม้ และลายที่เกี่ยวข้องกับศาสนา เป็นต้น เช่น ลายใบบุ่น ลายดอกดาวหว่าน ลายดอกตาบ้ง นาคนอน ลายนาคสี่แขนอุ้มดอกหางปลาวา ลายเชิงนาคอุ้มพันมหา เชิงต้นสน เป็นต้น

ผ้าตุ๊มจก เชิงลายใบบุ่น (1)

 

ผ้าตุ๊มจก เชิงลายดอกดาวหว่าน (2)

 

ผ้าตุ๊ม ลายดอกแก้ว (ขิด) ลายนาคสี่แขนอุ้มดอกหางปลาวา (จก) เชิงต้นสน (3)

ผ้าตุ๊มจก เชิงลายดอกตาบ้ง นาคนอน (4)

ผ้าตุ๊ม ลายเชิงนาคอุ้มพันมหา เชิงต้นสน (5)

 

เจ้าของตัวอย่างผ้า (1),(2),(4) คุณนภาจรี สวนเดือนฉาย (Prayer Textile Gallery)
เจ้าของตัวอย่างผ้า (3) คุณอุดม เหรียญตระกูล (Maya Textile Gallery)
เจ้าของตัวอย่างผ้า (5) สิทธิชัย สมานชาติ (ผศ.ดร.สิทธิชัย สมานชาติ, 2562, น. 216-220)

ผ้าแพรวา

          ผ้าจกแพรวา เป็นผ้าที่มีลักษณะการทอเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า ความยาวประมาณ 1 วา หรือ 1 ช่วงแขน ใช้สำหรับเป็นผ้าอเนกประสงค์ เช่นเป็นผ้าคลุมไหล่ ห่มเป็นสไบเฉียง (ใช้เรียกสำหรับสตรี) ใช้ในโอกาสเทศกาลงานบุญ งานประเพณี นิยมทอด้วยผ้าไหม ผ้าฝ้าย และทอผสมไหม และฝ้าย มีสีสัน และลวดลายที่สวยงาม มีความหลากลาย 
          การทำให้เกิดลวดลายใช้เทคนิคการจก การยกเส้นด้ายยืนขึ้นด้วยมือหรือไม้แหลม หรือขนเม่นเพื่อที่จะสามารถแทรกด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยจะเป็นการแทรกเส้นด้ายเฉพาะช่วงของลาย ส่งผลให้ลวดลายที่ได้มีความสวยงาม และสามารถประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆได้ ส่วนประกอบของผ้าแพรวาจะประกอบด้วยลายหลัก คือช่วงลายที่มีขนาดใหญ่ ลวดลายหลักในอดีตจะประกอบด้วย ลายนอก ลายใน และลายเครือ ลายคั่นหรือลายแถบ เป็นลายขนาดเล็กที่คั่นระหว่างลายหลัก  และลายช่อเชิงปลาย หรือลายเชิงผ้าปรากฏอยู่ช่วงปลายของผ้า
         
การใช้สีของผ้าจกแพรวามักในอดีตมักใช้สีแดงเป็นพื้น จกเป็นลวดลายต่างๆด้วยสีขาว สีเขียว สีแดง สีดำ สีน้ำเงิน สีเหลือง สีคราม ขึ้นอยู่กับแหล่งที่ทอ และชาติพันธุ์นั้นๆ แต่ปัจจุบันมีการใช้สีสมัยใหม่เพื่อเพิ่มความสวยงามและทันสมัย
         
ลวดลายส่วนมากมักได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒธรรม ประเพณีต่างๆ ลายสัตว์ ลายธรรมชาติ โดยในหนึ่งผืนมักมีลวดลายมากกว่า 1 ลายทอผสมกัน เช่น ลายนาค ลายใบบุ่น ลายกาบแบด ลายม้า ลายช่อดอกไม้ ลายนาคไต่ราว ลายมอมแม่ลูก เป็นต้น (ศิริ ผาสุก, 2545)

ผ้าแพรวา ลายนาค ลายใบบุ่น ลายกาบแบด ลายม้า เชิงลายช่อดอกไม้ (1)

ผ้าแพรวา ลายนาคไต่ราว เชิงลายใบบุ่น (2)

ผ้าแพรวา ลายมอมแม่ลูก ลายนาค เชิงลายช่อดอกไม้ ลายม้า (3)

ผ้าแพรวา ลายนาคไต่ราว ลายใบบุ่น เชิงช่อดอกไม้ (4)

เจ้าของตัวอย่างผ้า (1) และ (2) คุณนภาจรี สวนเดือนฉาย (Prayer Textile Gallery)
เจ้าของตัวอย่างผ้า (3) และ (4) คุณอุดม เหรียญตระกูล (Maya Textile Gallery)
(สิทธิชัย สมานชาติ, 2562, น. 211-214)

ผ้าแพรขิด

          ผ้าจกแพรมน หรือแพรฝอย เป็นผ้าพื้นเมืองของชาวภูไท หรือผู้ไท ใช้คู่กับผ้าแพรวา มีลักษณะเป็นผ้าทอผืนสี่เหลี่ยมจัตุรัสผืนเล็กๆ ซึ่งชาวภูไทจะชม หรือบอกว่าผ้านีมนดี จึงเป็นที่มาของผ้าแพรมน ใช้สำหรับเป็นผ้าผูกผม คาดผม มัดมวยผม และยังสามารถทำเป็นผ้าคลุมศีรษะกันแดดได้ด้วย ซึ่งผ้าแพรมนถือว่าเป็นอัตลักษณ์ของสาวชาวภูไท เนื่องจากเป็นชนชาติเดียวที่มีการใช้
          การทำให้เกิดลวดลายใช้เทคนิคการจกเช่นเดียวกับผ้าแพรวา กล่าวคือเป็นการสร้างลายด้วยการยกเส้นด้ายยืนขึ้นด้วยมือหรือไม้แหลม หรือขนเม่นเพื่อที่จะสามารถแทรกด้ายพุ่งพิเศษเข้าไปเพื่อให้เกิดลวดลาย โดยจะเป็นการแทรกเส้นด้ายเฉพาะช่วงของลาย ส่งผลให้ลวดลายที่ได้มีความสวยงาม และสามารถประดิษฐ์เป็นลวดลายต่างๆได้ 
         
การใช้สีของผ้าจกแพรมนมักในอดีตมักใช้สีแดงเป็นพื้น จกเป็นลวดลายต่างๆด้วยสีขาว สีเขียว สีแดง สีดำ สีน้ำเงิน สีเหลือง สีคราม ซึ่งเป็นสีอัตลักษณ์ของชาวภูไท
         
ลวดลายส่วนมากมักได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปวัฒธรรม ประเพณีต่างๆ ลายสัตว์ ลายธรรมชาติ โดยในหนึ่งผืนมักมีลวดลายมากกว่า 1 ลายทอผสมกัน เช่น ลายนาค ลายใบบุ่น ลายสิงห์ ลายดอกใม้ เป็นต้น (Phonlawatsihata, 2559)

ผ้าแพรมน ลายใบบุ่น ลายนาค
เจ้าของตัวอย่างผ้า คุณอุดม เหรียญตระกูล (Maya Textile Gallery) (สิทธิชัย สมานชาติ, 2562, น. 215)

ผ้าแพรมน (Phonlawatsihata, 2559)

อ้างอิง
  • ศิริ ผาสุก. (2545). ผ้าไหมพื้นบ้าน. กรุงเทพฯ: โอเดียนสโตร์
  • สิทธิชัย สมานชาติ. (2562). มรดกภูมิปัญญาสิ่งทออีสาน (พิมพ์ครั้งที่ 1). นนทบุรี: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด. จาก http://book.culture.go.th/IsanTextiles/mobile/index.html

Phonlawatsihata. (2559). แพรมน อัตลักษณ์ของแม่หญิงผู้ไท. สืบค้น 21 ตุลาคม 2562, จากhttps://phonlawatsihatagmailcom.wordpress.com//2016/02/11/แพรมน-อัตลักษณ์ของแม่หญ/