วิวัฒนาการการแต่งกาย

8ยุคผ้าไทยกับการต่อยอด

ผ้าไทยได้รับความนิยมมากขึ้น มีการผลิตเพื่อตอบสนองความต้องการที่มากขึ้น ทำให้นักออกแบบและผู้ผลิตเริ่มหาแนวคิดในการพัฒนาเพื่อสร้างความแตกต่าง

  1. การต่อยอดในกระบวนเตรียมเส้นด้ายและการทอ เช่น การใช้วัสดุอื่นมาทอร่วมกับผ้า การพัฒนาเส้นใย การทอด้วยเทคนิคใหม่ๆ เช่นการทอเส้นไหมด้วยนิต ให้เป็นผ้ายืด
  2. การต่อยอดในกระบวนการตกแต่งสำเร็จ เช่นการนำผ้าไทยด้วยเทคนิคสะท้อนน้ำ การใส่กลิ่นในผ้า การทำเทคนิคเคลือบหรือ ลามิเนต ( การใช้ผ้าฉาบติดกับวัสดุอื่น เช่น แผ่นยาง เพื่อใช้ทำกระเป๋า รองเท้า ผ้าม่าน)
  3. การพัฒนาลวดลายบนผ้าผืนจากแบบดั้งเดิม เช่นการวาดลายน้ำทองลงบนผ้ามัดหมี่ การทำผ้าบาติกแบบซ้อนสีหลายๆ ชั้น การมัดย้อมด้วยเทคนิคที่แตกต่าง
  4. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปแบบใหม่ๆ นอกจากเสื้อผ้า ผ้าไทยยังได้รัยการต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ อื่นๆ เช่น สินค้า ตกแต่งบ้าน ของใช้ กระเป๋า รองเท้า ยุคนี้จึงทำให้มีสินค้าที่ทำจากผ้าไทยมีความหลากหลายรูปแบบมากยิ่งขึ้น

พลวัตรที่สำคัญแห่งยุค

  • มีการพัฒนาผ้าไทยในรูปแบบต่าง ๆ มากขึ้น

ผู้ทรงอิทธิพล/นักออกแบบด้านแฟชั่นผ้าไทย

มูลนิธิแม่ฟ้าหลวง

          มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงในพระบรมราชูปถัมภ์ เดิมชื่อ มูลนิธิส่งเสริมผลผลิตชาวเขาไทย ในพระราชูปถัมภ์ ก่อตั้งขึ้นตามพระราชดำริของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ในปี พ.ศ. 2515 เพื่ออนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและเพิ่มรายได้ให้แก่ชาวเขา โดยส่งเสริมและหาตลาดให้งานหัตถกรรมของชาวเขาเผ่าต่างๆ และดูแลไม่ให้ชาวเขาเหล่านั้นถูกเอารัดเอาเปรียบจากพ่อค้าคนกลาง การดำเนินงานประสบความสำเร็จ ดังจะเห็นได้จากหัตถกรรมชาวเขาเป็นที่นิยมทั้งในและต่างประเทศนับแต่นั้นเป็นต้นมา

          โรงทอผ้าของมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ มีมาตั้งแต่ปี 2536 โดยแรกเริ่มมีคนทอผ้าเพียง 7 คน ก่อนหน้าที่จะมีโครงการเกิดขึ้น ชาวเขาเผ่าต่างๆ เช่นชาวไทลื้อ ไทใหญ่ ไทลั้ว ชาวจีน มีวิถีชีวิตแบบผู้หญิงอยู่เหย้าเฝ้าเรือน ผู้หญิงที่อยู่บ้านก็จะทอเสื้อผ้าใส่เอง บ้านหลายหลังมี ‘กี่กระตุก’ เพื่อใช้ในการทอ หากทอเหลือก็จะนำไปขายโดยผ่านพ่อค้าคนกลางที่เข้ามารับซื้อก่อนนำไปขายต่ออีกที ดังนั้นผู้หญิงเหล่านี้จะมีความชำนาญทางด้านงานฝีมือ ไม่ว่าจะเป็นงานทอหรืองานปักลวดลายต่างๆ เพียงแต่เครื่องมือที่ใช้อาจไม่เอื้ออำนวย และราคาที่พ่อค้าขึ้นมารับซื้อก็ยังไม่เป็นธรรม โรงทอแห่งนี้จึงเปรียบเสมือนตัวเชื่อมระหว่างระบบเศษฐกิจและชุมชน เพื่อให้ชาวบ้านมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม และยังได้ใช้ประโยชน์จากฝีมือที่ชำนาญ โรงทอแห่งนี้เป็นศูนย์รวมของผู้หญิงทุกวัย คนที่อายุมากก็ทำหน้าที่ปั่นด้าย อายุกลางๆ ก็ทอผ้า ส่วนคนอายุน้อยก็สามารถทำได้ตั้งแต่เรื่องการออกแบบ เย็บ หรือการตรวจมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ทำให้ทุกช่วงวัยมีรายได้เป็นของตัวเองโดยไม่ต้องรบกวนคนในครอบครัวหรือคนอื่นๆ แม้การปั่นด้ายเองจะมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่าการรับซื้อจากข้างนอก แต่ทางมูลนิธิมีความต้องการที่จะพัฒนาคนและสร้างคนควบคู่ไปกับการสร้างระบบเศรษฐกิจที่ยั่งยืน

          ยิ่งไปกว่านั้น การได้ทำงานกับแบรนด์ IKEA ที่ร่วมมือกันมาตั้งแต่ปี 2007 ถึงปัจจุบัน ทำให้มาตรฐานของโรงทอยกระดับขึ้นไปอีกขั้น เพราะอีเกียได้ส่งเจ้าหน้าที่มาอบรม และตรวจสอบมาตรฐานทุกขั้นตอนเพื่อให้สินค้าที่ออกไปมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล นั่นจึงทำให้สินค้าหัตถกรรมของโครงการพัฒนาดอยตุงฯ มีชื่อเสียงในระดับนานาชาติ โดยสินค้าส่วนใหญ่เป็นเครื่องเซรามิก ผ้าปูโต๊ะ ปลอกหมอน ที่รองแก้ว โดยแทบจะผลิตทุกขั้นตอนด้วยมือปัจจุบันโรงทอผ้ามีพนักงานทั้งหมด 125 คน และยังคงเป็นหนึ่งในธุรกิจเพื่อสังคมในการสร้างความยั่งยืนให้ชุมชนสามารถยืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง มูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ภาคภูมิใจกับ DoiTung Collection ล่าสุด ที่ได้ก้าวเข้าสู่เวทีใหญ่ในวงการการออกแบบอย่าง DEmark Award 2018

แบรนด์JIM THOMPSON

ชื่อนักออกแบบ จิม ทอมป์สัน หรือชื่อเต็ม เจมส์ แฮร์ริสัน วิลสัน ทอมป์สัน (James Harrison Wilson Thompson)
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง  จิม ทอมป์สัน เปิดร้าน “จิม ทอมป์สัน ช็อป” แห่งแรกบนถนนสุรวงศ์ ถือเป็นการก่อตั้งขึ้นอย่างเป็นทางการตั้งแต่ พ.ศ. 2494
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          ตลอดระยะเวลาการดำเนินการของจิม ทอมป์สัน ได้พัฒนากรรมวิธีการผลิตผืนผ้าที่โดดเด่นและแตกต่างจากแบรนด์อื่นๆ ด้วยความชำนาญและประสบการณ์ที่สั่งสมมากว่า 67 ปี ควบคู่ไปกับกระบวนการออกแบบที่มีเอกลักษณ์เปี่ยมแรงบันดาลใจจากเรื่องราวของผู้ก่อตั้งอย่าง มิสเตอร์ จิม ทอมป์สัน ผสานกับเรื่องราวของศิลปวัฒนธรรมแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อันเป็นพื้นที่ต้นกำเนิดของแบรนด์อย่างลงตัว
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          แรงบันดาลใจจากคอลเล็คชั่นของสะสม งานศิลปะส่วนตัวที่หายาก (Archive) ของมิสเตอร์ จิม ทอมป์สัน ที่สื่อถึงวัฒนธรรม และเอกลักษณ์เฉพาะตัวของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น ลวดลาย “เรนฟอเรส” (Rainforest) ซึ่งเป็นลวดลายที่ค้นพบจากงานศิลปะหายาก (Archive) โดยเป็นลวดลายที่เคยใช้กับคอลเล็คชั่นเสื้อผ้าในยุคก่อตั้งแบรนด์ ประมาณช่วงปี ค.ศ. 1960 นอกจากนี้ ยังมีผลงานพิเศษที่เกิดจากความร่วมมือกับศิลปินชื่อดังมากมาย ทั้งไทยและต่างประเทศ อาทิ คุณสุทธิภา คำแย้ม คุณยูน-ปัณพัท เตชเมธากุล คุณเคิร์สเตน ซินจ์ (Kirsten Synge) ซึ่งศิลปินทั้งไทยและต่างชาติทุกท่านที่ได้ร่วมงานกับจิม ทอมป์สัน เป็นศิลปินที่สามารถสะท้อนเอกลักษณ์ของวัฒนธรรมเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้เป็นอย่างดี

แบรนด์WISHARAWISH

แบรนด์WISHARAWISH

ชื่อนักออกแบบ วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ก่อนปี 2546 ปัจจุบันมากกว่า 16 ปี
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          ใช้ผ้าไทยเอกลักษณ์ในการสื่อสาร ซึ่งเป็นวัสดุที่วิชระวิชญ์ มีความคุ้นเคยมาตั้งแต่สมัยเด็ก และปัจจุบันเริ่มหาได้ค่อนข้างยาก จึงเป็นที่มาในความสนใจที่จะสร้างการสื่อสารผ้าไทยในมิติใหม่ การออกแบบและตัดเย็บ โดยใช้ผ้าไทยเป็นองค์ประกอบหลัก
วัสดุที่ใช้ สี และลวดลาย ผ้าไทยจากภูมิภาคต่างๆ เช่น ผ้าไหม, ผ้าบาติก, ผ้าฝ้ายย้อมคราม เป็นต้น
โอกาสและการนำไปใช้ ชุดผ้าไทยที่ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          ใช้ผ้าไทยเป็นวัสดุหลัก เน้นงานคราฟต์ที่เป็นงานฝีมือ มีการประยุกต์มาให้ดูสากล บวกกับงานเย็บมือที่ประณีต และความแปลกใหม่ของแพทเทิร์น ใช้การตัดเย็บที่มีความซับซ้อน
ที่มา

แบรนด์BAISRI

ชื่อนักออกแบบ ศักดิ์จิระ เวียงเก่า
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง พ.ศ. 2531
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          ศักดิ์จิระ สนใจในศิลปะ โดยเฉพาะงานผ้า หลังเรียนจบเขาเข้าทำงานผ้าให้กับชินวัตรไหมไทย โดยทำในส่วนของงานออกแบบลายผ้า และออกแบบผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับผ้า จนกระทั่งคิดจะสร้างงานผ้าสไตล์ของตนเอง บายศรี (BAISRI) จึงเริ่มต้นในปี 2531 โดยเริ่มจากผ้าบาติก แล้วจึงค่อย ๆ ขยายไลน์มาสู่ผ้าพิมพ์ ผ้าเพนท์มือ ผ้ามัดย้อม และอื่น ๆ
กลุ่มลูกค้า กลุ่มลูกค้าของบายศรีกว่า 70% เป็นคนไทย และส่วนมากเป็นผู้ใหญ่วัยทำงานไปจนถึงวัยเกษียณ ที่ชอบงานผ้า งานศิลป์ และงานหัตถกรรม ในขณะที่ 30% ที่เหลือเป็นลูกค้าต่างชาติ เช่น ญี่ปุ่น อังกฤษ ฝรั่งเศส สหรัฐ คอสตาริก้า ที่มาจากการออกบูทงานแฟร์ต่าง ๆ (ลูกค้าต่างชาติน้อย เนื่องจากกำลังการผลิตน้อยอยู่ที่ 300-500 ชิ้นต่อเดือน เพราะเป็นงานทำมือ และงานศิลปหัตถกรรมที่ต้องการความประณีต)
วัสดุที่ใช้ สี และลวดลาย
          ผ้าบาติก ผ้าเพนท์มือ ผ้าพิมพ์ การย้อมผ้าทั้งแบบเคมีและธรรมชาติ เน้นสีน้ำเงินและขาว แม้ว่าจะมีสีน้ำเงินที่คล้ายกัน แต่ลายปักแต่ละตัวล้วนมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวต่างกันไป
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษเป็นงานทำมือ และมีการสร้างสรรค์ลวดลายต่าง ๆ ที่เป็นเอกลักษณ์