วิวัฒนาการการแต่งกาย

6ยุคผ้าไทยสู่แฟชั่นสากล

         การเติบโตขึ้นของวงการแฟชั่นในเมืองไทย จากห้องเสื้อที่รับตัดเสื้อโดยใช้ผ้าตามความต้องการของลูกค้า มาสู่ยุคบูติกโดยที่นักออกแบบสร้างสรรค์งานตามแนวคิดของตนเอง มีการกำหนดรูปแบบเสื้อผ้า กำหนดสีและเนี้อผ้า รวมถึงวัสดุที่ใช้ในการตัดเย็บด้วยตัวเอง สืบเนื่องจากยุคที่มีการส่งเสริมการทำไหมจากมูลนิธิศิลปาชีพ ในยุคนี้จึงมีการนำผ้าไหมมาใช้ตัดชิ้นงานกันอย่างแพร่หลาย และมีการผสมผสานกับผ้าชนิดอื่นๆ เช่นผ้าลูกไม้ มีการปักเลื่อมลูกปัดลงบนผ้าไหมมัดหมี่ การทำลวดลายต่างๆ บนผืนผ้าในรูปแบบของตนเอง การตัดเย็บโดยใช้เทคนิคขั้นสูงและซับซ้อน จึงทำให้เสื้อผ้าในยุคนี้มีราคาค่อนข้างสูง ผู้บริโภคจึงอยู่ในกลุ่มผู้มีฐานะ วัยผู้ใหญ่ โอกาสสวมใส่ในวาระพิเศษมากกว่าการใช้ในชีวิตประจำวัน

พลวัตรที่สำคัญแห่งยุค

  • ดีไซน์เนอร์มีการใช้ผ้าไทยกันอย่างแพร่หลาย
  • เสื้อผ้าในกลุ่มผ้าไทยมีมูลค่าสูง สำหรับผู้มีกำลังซื้อ
  • สวมใส่ผ้าไทยโอกาสพิเศษ มากกว่าใส่ในชีวิตประจำวัน
  • รูปแบบของแฟชั่นผ้าไทยมีความทันสมัยมากขึ้น

ผู้ทรงอิทธิพล / นักออกแบบ ด้านแฟชันผ้าไทย

แบรนด์Balmain

ชื่อนักออกแบบ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณปี พ.ศ. 2522 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เส้นทางการเป็นดีไซน์เนอร์ของคุณป้อม ธีระพันธ์นั้น เริ่มจากการเป็นสไตลิสต์ให้กับคุณแม่ ซึ่งเป็นภริยาผู้ช่วยทูตทหาร จึงต้องแต่งตัวออกงานเป็นประจำ จากนั้นคุณป้อมศึกษาด้านมัณฑศิลป์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาด้านการออกแบบเสื้อผ้าและทำแพทเทิร์นที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วจึงกลับมาเปิดห้องเสื้อ TIRSPAN เป็นแบรนด์ของตัวเอง ป้อม ธีระพันธ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังฉลองพระองค์ผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในหลายๆ โอกาส และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ตัดเย็บฉลองพระองค์ถวาย

แบรนด์Balmain

ชื่อนักออกแบบ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณปี พ.ศ. 2522 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เส้นทางการเป็นดีไซน์เนอร์ของคุณป้อม ธีระพันธ์นั้น เริ่มจากการเป็นสไตลิสต์ให้กับคุณแม่ ซึ่งเป็นภริยาผู้ช่วยทูตทหาร จึงต้องแต่งตัวออกงานเป็นประจำ จากนั้นคุณป้อมศึกษาด้านมัณฑศิลป์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาด้านการออกแบบเสื้อผ้าและทำแพทเทิร์นที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วจึงกลับมาเปิดห้องเสื้อ TIRSPAN เป็นแบรนด์ของตัวเอง ป้อม ธีระพันธ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังฉลองพระองค์ผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในหลายๆ โอกาส และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ตัดเย็บฉลองพระองค์ถวาย

แบรนด์Balmain

ชื่อนักออกแบบ ธีระพันธ์ วรรณรัตน์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณปี พ.ศ. 2522 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เส้นทางการเป็นดีไซน์เนอร์ของคุณป้อม ธีระพันธ์นั้น เริ่มจากการเป็นสไตลิสต์ให้กับคุณแม่ ซึ่งเป็นภริยาผู้ช่วยทูตทหาร จึงต้องแต่งตัวออกงานเป็นประจำ จากนั้นคุณป้อมศึกษาด้านมัณฑศิลป์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา และศึกษาด้านการออกแบบเสื้อผ้าและทำแพทเทิร์นที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วจึงกลับมาเปิดห้องเสื้อ TIRSPAN เป็นแบรนด์ของตัวเอง ป้อม ธีระพันธ์ เป็นผู้อยู่เบื้องหลังฉลองพระองค์ผ้าไทยของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ในหลายๆ โอกาส และยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวงให้ตัดเย็บฉลองพระองค์ถวาย

ภาพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงเป็นผู้แสดงแบบกิตติมศักดิ์
ในงานแฟชั่นโชว์ฉลองครบรอบ 40 ปี ของห้องเสื้อ TIRAPAN ให้กับป้อม ธีระพันธ์ วรรณรัตน์

ภาพสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา
ทรงฉายพระรูปร่วมกับนายธีระพันธ์ วรรณรัตน์

แบรนด์Kai Boutique

ชื่อนักออกแบบ สมชาย แก้วทอง
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง สมชาย แก้วทองเป็นดีไซเนอร์และตัดเย็บเสื้อผ้ามานานกว่า 45 ปี
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เริ่มต้นจากทำชุดทุกรูปแบบ เวลาจัดแฟชั่นโชว์ก็เริ่มจากชุดลำลอง ชุดกลางวัน ชุดค็อกเทล ชุดราตรี แล้วจบด้วยชุดแต่งงาน ต่อมาสามารถจับทางของแบรนด์ได้ จึงทำเฉพาะชุดราตรีและชุดแต่งงาน ในบางครั้งก็จัดแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นชุดแต่งงานล้วน ทำให้เป็นที่พูดถึงกันว่าแบรนด์นี้ทำชุดแต่งงาน
โอกาสและการนำไปใช้ ชุดราตรีและชุดแต่งงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          สไตล์ชุดของแบรนด์คือความสง่างามเพราะ แบรนด์ทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง การแต่งงานคือปาฏิหาริย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ชุดหนึ่งจึงต้องมีการลองและปรับแก้หลายรอบ ใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ด้วยงานฝีมืออันประณีตบรรจงเพื่อให้ออกมาสวยและพอดีที่สุด เอกลักษณ์ของ Kai คือความคลาสสิก ไม่หวือหวา ไม่ตามสมัย แต่ก็ไม่ตกเทรนด์ เพราะถ้าเราซื้อของสักชิ้นหนึ่งมา เราก็ต้องใช้ให้นาน ใช้ให้คุ้ม ถ้าเราซื้อเสื้อมาสักตัว เราใส่แค่หนสองหน แล้วคนจำได้ ตกสมัยแล้ว เราก็ต้องทิ้ง แต่ราคาที่ซื้อมามันแพงเกินกว่าที่เราจะทิ้ง จึงนำหลักการนี้มาเป็นแนวทางในการทำงาน ไม่ให้ตกเทรนด์ ซื้อไป 5 ปี 10 ปี ก็ยังใส่ได้

แบรนด์Kai Boutique

ชื่อนักออกแบบ สมชาย แก้วทอง
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง สมชาย แก้วทองเป็นดีไซเนอร์และตัดเย็บเสื้อผ้ามานานกว่า 45 ปี
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เริ่มต้นจากทำชุดทุกรูปแบบ เวลาจัดแฟชั่นโชว์ก็เริ่มจากชุดลำลอง ชุดกลางวัน ชุดค็อกเทล ชุดราตรี แล้วจบด้วยชุดแต่งงาน ต่อมาสามารถจับทางของแบรนด์ได้ จึงทำเฉพาะชุดราตรีและชุดแต่งงาน ในบางครั้งก็จัดแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นชุดแต่งงานล้วน ทำให้เป็นที่พูดถึงกันว่าแบรนด์นี้ทำชุดแต่งงาน
โอกาสและการนำไปใช้ ชุดราตรีและชุดแต่งงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          สไตล์ชุดของแบรนด์คือความสง่างามเพราะ แบรนด์ทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง การแต่งงานคือปาฏิหาริย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ชุดหนึ่งจึงต้องมีการลองและปรับแก้หลายรอบ ใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ด้วยงานฝีมืออันประณีตบรรจงเพื่อให้ออกมาสวยและพอดีที่สุด เอกลักษณ์ของ Kai คือความคลาสสิก ไม่หวือหวา ไม่ตามสมัย แต่ก็ไม่ตกเทรนด์ เพราะถ้าเราซื้อของสักชิ้นหนึ่งมา เราก็ต้องใช้ให้นาน ใช้ให้คุ้ม ถ้าเราซื้อเสื้อมาสักตัว เราใส่แค่หนสองหน แล้วคนจำได้ ตกสมัยแล้ว เราก็ต้องทิ้ง แต่ราคาที่ซื้อมามันแพงเกินกว่าที่เราจะทิ้ง จึงนำหลักการนี้มาเป็นแนวทางในการทำงาน ไม่ให้ตกเทรนด์ ซื้อไป 5 ปี 10 ปี ก็ยังใส่ได้

แบรนด์Kai Boutique

ชื่อนักออกแบบ สมชาย แก้วทอง
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง สมชาย แก้วทองเป็นดีไซเนอร์และตัดเย็บเสื้อผ้ามานานกว่า 45 ปี
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          เริ่มต้นจากทำชุดทุกรูปแบบ เวลาจัดแฟชั่นโชว์ก็เริ่มจากชุดลำลอง ชุดกลางวัน ชุดค็อกเทล ชุดราตรี แล้วจบด้วยชุดแต่งงาน ต่อมาสามารถจับทางของแบรนด์ได้ จึงทำเฉพาะชุดราตรีและชุดแต่งงาน ในบางครั้งก็จัดแฟชั่นโชว์คอลเล็คชั่นชุดแต่งงานล้วน ทำให้เป็นที่พูดถึงกันว่าแบรนด์นี้ทำชุดแต่งงาน
โอกาสและการนำไปใช้ ชุดราตรีและชุดแต่งงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          สไตล์ชุดของแบรนด์คือความสง่างามเพราะ แบรนด์ทำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในชีวิตของผู้หญิงคนหนึ่ง การแต่งงานคือปาฏิหาริย์ที่ไม่ได้เกิดขึ้นทุกวัน ชุดหนึ่งจึงต้องมีการลองและปรับแก้หลายรอบ ใช้เวลาอย่างน้อย 3 เดือน ด้วยงานฝีมืออันประณีตบรรจงเพื่อให้ออกมาสวยและพอดีที่สุด เอกลักษณ์ของ Kai คือความคลาสสิก ไม่หวือหวา ไม่ตามสมัย แต่ก็ไม่ตกเทรนด์ เพราะถ้าเราซื้อของสักชิ้นหนึ่งมา เราก็ต้องใช้ให้นาน ใช้ให้คุ้ม ถ้าเราซื้อเสื้อมาสักตัว เราใส่แค่หนสองหน แล้วคนจำได้ ตกสมัยแล้ว เราก็ต้องทิ้ง แต่ราคาที่ซื้อมามันแพงเกินกว่าที่เราจะทิ้ง จึงนำหลักการนี้มาเป็นแนวทางในการทำงาน ไม่ให้ตกเทรนด์ ซื้อไป 5 ปี 10 ปี ก็ยังใส่ได้

แบรนด์PICHITA

ชื่อนักออกแบบ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณ พ.ศ. 2523 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์คลุกคลีอยู่กับแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก (คุณแม่คือ อาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นผู้ก่อตั้งห้องเสื้อระพีและช่างฉลองพระองค์) เริ่มต้นด้วยการทำเสื้อผ้าแบบเรดี้ทูแวร์ก่อน
เสื้อผ้าง่ายๆ อย่างเสื้อยืดและกระโปรงที่ทำเองใส่เอง จนกลายมาเป็นพิจิตรา แบรนด์เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์แนวรีสอร์ทแวร์ที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แบรนด์พิจิตรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงและจัดการภาพลักษณ์ เนื่องจากคุณขนมจ้าง ฑาฑิม รักษะจิตร และคุณแป้งจี่ ธีมา รักษะจิตร เรียนจบมาจากต่างประเทศและเข้ามา
ช่วยดูแลแบรนด์ที่คุณพิจิตราได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว โดยแบรนด์พิจิตราจะเน้นใช้ผ้าไหมเป็นหลักในการตัดเย็บชิ้นงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          แบรนด์พิจิตราเด่นเรื่องงานคราฟแมนชิพ มีความโก้หรูในตัวเอง มี โครงชุด คัตติ้งที่เป็นเอกลักษณ์ เก่งเรื่องใช้ผ้าไหม งานปัก เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องพยายาม มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และไทม์เลสเหนือกาลเวลา

แบรนด์PICHITA

ชื่อนักออกแบบ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณ พ.ศ. 2523 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์คลุกคลีอยู่กับแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก (คุณแม่คือ อาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นผู้ก่อตั้งห้องเสื้อระพีและช่างฉลองพระองค์) เริ่มต้นด้วยการทำเสื้อผ้าแบบเรดี้ทูแวร์ก่อน
เสื้อผ้าง่ายๆ อย่างเสื้อยืดและกระโปรงที่ทำเองใส่เอง จนกลายมาเป็นพิจิตรา แบรนด์เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์แนวรีสอร์ทแวร์ที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แบรนด์พิจิตรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงและจัดการภาพลักษณ์ เนื่องจากคุณขนมจ้าง ฑาฑิม รักษะจิตร และคุณแป้งจี่ ธีมา รักษะจิตร เรียนจบมาจากต่างประเทศและเข้ามา
ช่วยดูแลแบรนด์ที่คุณพิจิตราได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว โดยแบรนด์พิจิตราจะเน้นใช้ผ้าไหมเป็นหลักในการตัดเย็บชิ้นงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          แบรนด์พิจิตราเด่นเรื่องงานคราฟแมนชิพ มีความโก้หรูในตัวเอง มี โครงชุด คัตติ้งที่เป็นเอกลักษณ์ เก่งเรื่องใช้ผ้าไหม งานปัก เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องพยายาม มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และไทม์เลสเหนือกาลเวลา

แบรนด์PICHITA

ชื่อนักออกแบบ พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง ประมาณ พ.ศ. 2523 (ยุค 80s)
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          พิจิตรา บุณยรัตพันธุ์คลุกคลีอยู่กับแฟชั่นมาตั้งแต่เด็ก (คุณแม่คือ อาจารย์ลำยงค์ บุณยรัตพันธุ์ เป็นผู้ก่อตั้งห้องเสื้อระพีและช่างฉลองพระองค์) เริ่มต้นด้วยการทำเสื้อผ้าแบบเรดี้ทูแวร์ก่อน
เสื้อผ้าง่ายๆ อย่างเสื้อยืดและกระโปรงที่ทำเองใส่เอง จนกลายมาเป็นพิจิตรา แบรนด์เสื้อผ้าเรดี้ทูแวร์แนวรีสอร์ทแวร์ที่ใส่ได้ในชีวิตประจำวัน แบรนด์พิจิตรานั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงและจัดการภาพลักษณ์ เนื่องจากคุณขนมจ้าง ฑาฑิม รักษะจิตร และคุณแป้งจี่ ธีมา รักษะจิตร เรียนจบมาจากต่างประเทศและเข้ามา
ช่วยดูแลแบรนด์ที่คุณพิจิตราได้วางรากฐานไว้อย่างดีแล้ว โดยแบรนด์พิจิตราจะเน้นใช้ผ้าไหมเป็นหลักในการตัดเย็บชิ้นงาน
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          แบรนด์พิจิตราเด่นเรื่องงานคราฟแมนชิพ มีความโก้หรูในตัวเอง มี โครงชุด คัตติ้งที่เป็นเอกลักษณ์ เก่งเรื่องใช้ผ้าไหม งานปัก เป็นความหรูหราที่ไม่ต้องพยายาม มีเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร และไทม์เลสเหนือกาลเวลา

แบรนด์NAGARA

ชื่อนักออกแบบ นคร สัมพันธารักษ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง
          NAGARA เปิดตัวผลงานคอลเลคชั่นแรกในปีค.ศ. 1984 และยังได้รับเกียรติให้แสดงผลงานบนเวทีแฟชั่นสำคัญๆ ระดับโลก ทั้งในปารีส, นิวยอร์ค, มิลาน รวมถึงประเทศต่างๆ ในเอเชีย ได้แก่ โตเกียว, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          นำศิลปะแบบไทยมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยโดยใส่กลิ่นอายตะวันตกลงไป ผลงานของ NAGARA แตกต่างด้วยเทคนิคการมัดย้อมแบบเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์ลายเพ้นท์ด้วยมือ รวมถึงลายปักอันประณีต และที่สำคัญยิ่งคือสามารถสวมใส่ได้จริง ปัจจุบันยังคงนำเสนอเทคนิคในการสร้างสรรค์ลายและ
เนื้อผ้าแปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง

แบรนด์NAGARA

ชื่อนักออกแบบ นคร สัมพันธารักษ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง
          NAGARA เปิดตัวผลงานคอลเลคชั่นแรกในปีค.ศ. 1984 และยังได้รับเกียรติให้แสดงผลงานบนเวทีแฟชั่นสำคัญๆ ระดับโลก ทั้งในปารีส, นิวยอร์ค, มิลาน รวมถึงประเทศต่างๆ ในเอเชีย ได้แก่ โตเกียว, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          นำศิลปะแบบไทยมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยโดยใส่กลิ่นอายตะวันตกลงไป ผลงานของ NAGARA แตกต่างด้วยเทคนิคการมัดย้อมแบบเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์ลายเพ้นท์ด้วยมือ รวมถึงลายปักอันประณีต และที่สำคัญยิ่งคือสามารถสวมใส่ได้จริง ปัจจุบันยังคงนำเสนอเทคนิคในการสร้างสรรค์ลายและ
เนื้อผ้าแปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง

แบรนด์NAGARA

ชื่อนักออกแบบ นคร สัมพันธารักษ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง
          NAGARA เปิดตัวผลงานคอลเลคชั่นแรกในปีค.ศ. 1984 และยังได้รับเกียรติให้แสดงผลงานบนเวทีแฟชั่นสำคัญๆ ระดับโลก ทั้งในปารีส, นิวยอร์ค, มิลาน รวมถึงประเทศต่างๆ ในเอเชีย ได้แก่ โตเกียว, ฮ่องกง, สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์
ลักษณะเด่นของเสื้อผ้า และเทคนิคพิเศษ
          นำศิลปะแบบไทยมาตีความใหม่ให้ร่วมสมัยโดยใส่กลิ่นอายตะวันตกลงไป ผลงานของ NAGARA แตกต่างด้วยเทคนิคการมัดย้อมแบบเฉพาะตัว อีกทั้งยังมีการสร้างสรรค์ลายเพ้นท์ด้วยมือ รวมถึงลายปักอันประณีต และที่สำคัญยิ่งคือสามารถสวมใส่ได้จริง ปัจจุบันยังคงนำเสนอเทคนิคในการสร้างสรรค์ลายและ
เนื้อผ้าแปลกใหม่อย่างไม่หยุดยั้ง