วิวัฒนาการการแต่งกาย

7ยุคผ้าไทยในมิติอุตสาหกรรม การพัฒนาหัตถอุตสาหกรรม การรับรองมาตรฐานผ้าไทย

        เมื่อผ้าไทยได้รับความนิยม มีความต้องการมากขึ้น การผลิตเสื้อผ้าในระบบอุตสาหกรรมได้รับการพัฒนา แต่การทอผ้าแบบดั้งเดิมซึ่งผลิตได้ช้า ไม่ทันต่อความต้องการของผู้บริโภค จึงมีการพัฒนาระบบการผลิตผ้าไทยในระบบอุตสาหกรรมมากขึ้น การนำเครื่องจักรเข้าไปใช้ในขั้นตอนการผลิต เช่น การปั่นฝ้าย การสาวไหม กระบวนการทอ ฟอกย้อม และการมีการใช้ นวัตกรรมต่างๆ ที่นำมาใช้ในการเพิ่มมูลค่าให้ผ้าไทยได้ ทำให้ผ้าไทยได้รับการพัฒนาอย่างเป็นระบบ รวมถึงมีการรับรองคุณภาพผ้าไทย โดยเฉพาะผ้าไหมด้วย เครื่องหมาย ตรานกยูงพระราชทาน ทำให้ผ้าไหมไทยได้การยอมรับถึงมาตรฐาน ส่งผลให้นักออกแบบสามารถหาผ้าซึ่งเป็นวัตถุดิบหลักได้ง่าย มีคุณภาพดี นำไปออกแบบสินค้าได้หลากหลาย

        สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานสัญลักษณ์นกยูงไทย ให้เป็นเครื่องหมายรับรองคุณภาพผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทย 4 ชนิด เพื่อให้มีการใช้เครื่องหมายรับรองอย่างกว้างขวางทั้งในและต่างประเทศ เป็นการแก้ปัญหาในด้านมาตรฐานของผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยและการแอบอ้างนำคำว่า “ไหมไทย (Thai silk)” ไปใช้เพื่อการค้า อีกทั้งเป็นการสร้างความเชื่อมั่นแก่ผู้บริโภค โดยเครื่องหมายรับรองตรานกยูงพระราชทานที่จะให้ผู้ผลิตนั้น จะเน้นคุณสมบัติของวัตถุดิบและกรรมวิธีการผลิตเป็นหลักดังนี้

Royal Thai Silk : นกยูงสีทอง

  • ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านเป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
  • เส้นไหมต้องสาวด้วยมือผ่านพวงสาวลงภาชนะ
  • ทอด้วยกี่ทอมือแบบพื้นบ้านชนิดพุ่งกระสวยด้วยมือ
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Classic Thai Silk : นกยูงสีเงิน

  • ใช้เส้นไหมพันธุ์ไทยพื้นบ้านหรือพันธุ์ไทยปรับปรุงเป็นเส้นพุ่งและ/หรือเส้นยืน
  • เส้นไหมต้องสาวด้วยมือ
  • ทอด้วยกี่ทอมือ
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk : นกยูงสีน้ำเงิน

  • ใช้เส้นไหมแท้เป็นทั้งเส้นพุ่งและเส้นยืน
  • ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีแคมีก็ได้
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

Thai Silk Blend : นกยูงสีเขียว

  • ใช้เส้นไหมแท้เป็นส่วนประกอบหลัก มีเส้นใยอื่นเป็นส่วนประกอบรอง
  • ต้องระบุส่วนประกอบของเส้นใยอื่นให้ชัดเจน
  • ทอด้วยกี่แบบใดก็ได้
  • ย้อมด้วยสีธรรมชาติ หรือสีเคมีก็ได้
  • ต้องผลิตในประเทศไทยเท่านั้น

พลวัตรที่สำคัญแห่งยุค

  • การใช้เครื่องจักรเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการผลิตผ้าไทย
  • มีระบบการรับรองคุณภาพผ้าไหมไทย

แบรนด์จุลไหมไทย

ชื่อบริษัท บริษัท จุลไหมไทย จำกัด
ชื่อเจ้าของ กำนันจุล คุ้นวงศ์
ยุค และช่วงเวลาของแบรนด์ที่ก่อตั้ง พ.ศ. 2511
ลักษณะเด่นของแบรนด์ ที่มา และแรงบันดาลใจ
          กำนันจุล คุ้นวงศ์ เคยทำแหล่งปลูกส้มเขียวหวานมาก่อนจนในปี พ.ศ. 2501 ไร่ส้มในจังวัดเพชรบูรณ์
เกิดโรครากเน่าระบาด ต้นส้มล้มตายทั้งจังหวัดไม่มีทางแก้ไขหรือฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ กำนันจุลและครอบครัวเห็นว่า อาชีพการปลูกหม่อนเลี้ยงไหม และสาวไหมเส้นยืน เป็นอาชีพที่ทำได้ยาก ก่อเกิดประโยชน์แก่คนในพื้นที่ และมีอุตสากรรมรองรับ ในปี พ.ศ. 2511 จึงได้ก่อตั้ง บริษัท จุลไหมไทย จำกัด เพื่อผลิตรังไหม พร้อมกับจัดตั้งโรงงานสาวไหม และยังเป็นธุรกิจหลักจนถึงปัจจุบัน
ลักษณะเด่นของบริษัท และเทคนิคพิเศษ
          ผลิตเส้นไหมคุณภาพ รังไหมมีคุณภาพ มีการคัดแยกทุกขั้นตอนใส่ใจในรายละเอียดทุกขั้นตอนของการผลิตเส้นไหม ด้วยแนวคิด “From Soil to Silk” สามารถควบคุมการผลิตเส้นไหมได้ครบวงจรและด้วยความเชี่ยวชาญในการทำการเกษตรแบบอินทรีย์ ประกอบกับความสามารถในการควบคุมการผลิตเส้นไหมแบบครบวงจร จึงทำให้จุลไหมไทยได้รับการรับรองให้เป็นผู้ผลิตเส้นไหมออร์แกนิคภายใต้มาตรฐาน GOTS (Global Organic Textile Standard)เส้นไหมออร์แกนิคของ จุลไหมไทย ผ่านกระบวนการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ทุกขั้นตอนจะได้รับการควบคุมในพื้นที่ดูแลเฉพาะ และจะถูกเก็บข้อมูลอย่างละเอียดเพื่อให้สามารถสืบย้อนกลับได้ จึงมั่นใจได้ในความปลอดภัยต่อผู้สวมใส่และได้มีส่วนร่วมในการรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

ภาพพื้นที่บริการขายเส้นไหม บริษัท จุลไหมไทย จำกัด

ภาพผลิตภัณฑ์เส้นไหม จุลไหมไทย

มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ

ประวัติ

          มูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ เป็นมูลนิธิที่สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ทรงก่อตั้งขึ้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2519 วัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อหาอาชีพเสริมเพิ่มรายได้ให้แก่กสิกรที่ประสบปัญหาในการเพาะปลูก หรือกสิกรที่ว่างจากฤดูเพาะปลูกให้ได้มีงานทำอยู่กับบ้าน เพื่อช่วยเหลือราษฎรที่ยากไร้ในชนบท โดยการส่งเสริมอาชีพอื่น เพื่อให้มีรายได้เพิ่มขึ้นวัตถุประสงค์อีกประการหนึ่งคือเพื่อธำรงรักษาและฟื้นฟูหัตถกรรมแบบไทยโบราณซึ่งกำลังจะเสื่อมสูญไปตามกาลเวลาให้กลับมาแพร่หลาย เช่น การทอผ้าไหมมัดหมี่ลวดลายโบราณ การทอผ้าแพรวา การจักสานย่านลิเภา การทำเครื่องถมเงินและถมทอง โดยมีการดำเนินงานนับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน งานของศิลปาชีพเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว มีสมาชิกศิลปาชีพกระจายอยู่ทั่วทุกภาคของประเทศ และผลิตภัณฑ์ศิลปาชีพได้แพร่หลายกว้างขวางเป็นที่นิยม ในหมู่ราษฎรไทยและชาวต่างประเทศ สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถต้องทรงใช้จ่ายพระราชทรัพย์เพื่อโครงการศิลปาชีพเป็นจำนวนมาก จึงมีผู้กราบบังคมทูลขอให้ทรงจัดตั้งขึ้นเป็นมูลนิธิ โดยพระองค์ทรงดำรงตำแหน่งประธานกรรมการบริหารของมูลนิธิด้วย ต่อมารัฐบาลได้ประจักษ์ถึงผลงานและคุณประโยชน์มูลนิธิด้วย จึงได้รับเป็นหน่วยงานหนึ่งของรัฐ โดยจัดตั้งเป็นกองศิลปาชีพขึ้นในสำนักราชเลขาธิการ เมื่อ พ.ศ. 2538 เพื่อสนับสนุนงานของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ

ภาพตัวอย่าง
ผลิตภัณฑ์ชุดผ้าไหมของมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ