วิวัฒนาการการแต่งกาย

2ยุครัฐนิยม มาลานำไทย

          วัฒนธรรมการแต่งกายแบบสากล ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อประชาชนชาวไทยอย่างมาก ในยุคสมัยของจอมพล ป. พิบูลย์สงคราม ซึ่งได้มีการวางระเบียบในการแต่งกายของประชาชน เรื่องการแต่งกายในที่สาธารณะของราษฎรในเชิงบังคับ ประกาศไว้ใน รัฐนิยมฉบับที่ 10 ประกาศเมื่อวันที่ 25 มกราคม 2484 โดยมีใจความสำคัญคือ กำหนดให้ สตรีทุกคนไว้ผมยาว สวมผ้าถุงแทนการการใช้ผ้าโจงกระเบน และสวมเสื้อแทนการใช้ผ้าคาดอก ส่วนชายนั้นให้เปลี่ยนมาใส่กางเกงขายาว รวมทั้งต้องใส่หมวก และรองเท้า โดยรัฐให้ความสำคัญกับการสวมหมวกของสตรีในยุคนั้นเป็นอย่างมาก ถ้าสตรีผู้ใดไม่สวมหมวก จะต้องถูกตำรวจจับกุม และปรับ จึงเป็นที่มาของคำขวัญในสมัยนั้นว่า “มาลานำไทยสู่มหาอำนาจ” หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ยุคมาลานำไทย”
ภายหลังเมื่อเลิกการบังคับใช้กฎหมายการแต่งกายตามแบบรัฐนิยม ปรากฏว่าราษฎรได้เลิกสวมหมวก ผู้ชายนิยมการนุ่งกางเกง และผู้หญิงก็ยังคงนุ่งกระโปรง ผู้คนทั่วไปในสังคมไทยหันมาแต่งกายแบบตะวันตกชัดเจนขึ้น ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า อิทธิพลในยุคมาลานำไทย ทำให้แนวโน้มการแต่งกายมีวิวัฒนาการเป็นการนุ่งกระโปรง สวมกางเกง และสวมหมวก แบบตะวันตกมาจนทุกวันนี้
ในยุคมาลานำไทย ยังคงมีการใช้ผ้าฝ้ายทอมือ และมีการทออยู่บ้าง แต่ไม่ได้รับความนิยม เนื่องจากเส้นด้ายที่ปั่นด้วยมือมีขนาดไม่เท่ากัน ไม่ค่อยแข็งแรง ผ้าที่ทอได้ผิวไม่เรียบ และราคาสูงกว่าด้ายที่ผลิตจากโรงงานอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนนิยมใช้ผ้าทอจากโรงงานที่สามารถรีดได้เรียบกว่าแทนความต้องการใช้ผ้าทอมือซึ่งค่อยๆ หมดไป

พลวัตรที่สำคัญแห่งยุค

  • ห้ามการนุ่งโจงกระเบน
  • ห้ามสตรีคาดผ้าแถบที่อกเปลี่ยนเป็นสวมเสื้อแทน
  • ผ้าฝ้ายทอมือแบบพิ้นบ้านเสื่อมความนิยม
  • การแต่งกายแบบสากลได้รับการยอมรับจากผู้คนในประเทศ ผู้ชายนิยมนุ่งกางเกง ผู้หญิงนุ่ง กระโปรง ผ้าถุง มีการสวมเสื้อเมื่อไปในที่สาธารณะ

ผู้ทรงอิทธิพล / นักออกแบบ ด้านแฟชันผ้าไทย

  • จอมพล ป พิบูลสงคราม

ภาพสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ
พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ทรงฉลองพระองค์แบบตะวันตกและทรงพระมาลาเข้าชุด

ภาพการแต่งกายหญิงในยุคมาลานำไทย

ภาพการแต่งกายหญิงในยุคมาลานำไทย