เครื่องแต่งกายไทย

สมัยรัตนโกสินทร์ ร.1-8

สมัยรัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2411 – 2453

          สมัยรัชกาลที่ 5 มีการเปลี่ยนแปลงประเทศหลายด้าน เนื่องจากปัจจัยภายนอกเข้ามามีอิทธิพลต่อการใช้ชีวิต และความเป็นอยู่ของคนในชาติ ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงเพื่อไม่ให้ชาติตะวันตกมองว่าเราเป็น “บ้านป่าเมืองเถื่อน” สำหรับการปรับเปลี่ยนการแต่งกาย รัชกาลที่ 5 ทรงให้ชายไทยในราชสำนักยกเลิกการไว้ผมทรงมหาดไทย เมื่อปี พ.ศ. 2414 โดยให้เปลี่ยนเป็นไว้ผมยาวอย่างฝรั่ง เรียกว่า รองทรง ให้นุ่งผ้าม่วงโจงกระเบนสีต่างๆ และให้ยกเลิกการนุ่งผ้าสมปักแบบเดิม สวมเสื้อคอปิดกระดุม 5 เม็ด หรือที่เรียกว่า “เสื้อราชประแตน” ที่ทรงเป็นผู้คิดแบบขึ้นเป็นครั้งแรก ซึ่งทรงเห็นว่าเสื้อเปิดอกแบบฝรั่งต้องมีเสื้อชั้นในทำให้ร้อน จึงให้ตัดเสื้อใส่ชั้นเดียวมีกระดุมกลัดตลอดอกขึ้นใส่แทน ภายหลังต่อมาในปี 2438 จึงมีพระราชโองการให้ข้าราชการทหารทุกกรมกองแต่งเครื่องแบบนุ่งกางเกงอย่างทหารในยุโรป ส่วนผู้หญิงนั้นทรงให้เลิกไว้ผมปีกและให้ตัดผมยาวทรงดอกกระทุ่มแทน สำหรับการแต่งกายนั้นจะสวมเสื้อแบบอังกฤษ คือมีคอตั้งแขนยาว มีแขนพองตั้งแต่ไหล่จนถึงต้นแขนแล้วจึงแนบกับลำแขนไปจนถึงข้อศอก หรือที่เรียกว่า เสื้อแขนหมูแฮม แต่ยังคงมีการห่มแพรแบบสไบเฉียงทับบนเสื้ออีกที ส่วนผ้านุ่งยังคงนุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง ผ้าลาย หรือผ้าพื้นให้เข้ากับเสื้อสี สวมถุงเท้าและรองเท้าคัทชู นอกจากนี้สตรีชาววังบางคนนิยมนำผ้าลูกไม้ ผ้าไหม ผ้าแพรเนื้อดีจากยุโรปมาประดับตกแต่งตัวเสื้อ คอ และแขน เพื่อเพิ่มความสวยงามในแบบของตนอีกด้วย

ลักษณะชุด

          พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงนำการแต่งกายตามประเพณีเดิมของไทยมาผสมกับการแต่งกายของชาวยุโรป การเปลี่ยนแปลงเครื่องแต่งกายอย่างจริงจังจึงเริ่มจากราชสำนัก เชื้อพระวงศ์ เจ้านาย และข้าราชการ แล้วค่อยๆ แพร่ออกไปยังประชาชนทั่วไป

ผู้หญิง

  • ชาวบ้าน สวมเสื้อลูกไม้แขนพองตามแบบอังกฤษ โดยแขนเสื้อจะพองบริเวณไหล่ เรียกกันว่า เสื้อแขนหมูแฮม เสื้อชนิดนี้คอเสื้อจะตั้งสูง เข้ารูปตรงช่วงเอว นุ่งผ้าซิ่น หรือผ้าโจงกระเบน คาดเข็มขัดสายสะพายแพร สวมถุงน่อง และสวมรองเท้าส้นสูง เวลาออกงานจะนุ่งห่มตาด คือ การห่มสไบแพรจีบ แล้วทับด้วยผ้าสะพักตาดทอง ที่มีการประดับตกแต่งลายด้วยวัสดุและเทคนิคต่างๆ อีกชั้น
  • ชาววัง สวมเสื้อที่ตกแต่งด้วยระบายลูกไม้ทั้งตัว แขนยาวพองฟู ติดระบายลูกไม้เป็นชั้นๆ รอบแขน คอเสื้อตั้งสูง เข้ารูปตรงช่วงเอว นุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าโจงกระเบน คาดเข็มขัดเส้นใหญ่ สะพายแพร สวมถุงน่องที่มีลายโปร่งหรือปักดิ้นงดงาม และสวมรองเท้าส้นสูง

ผู้ชาย

  • ชาวบ้าน สวมเสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าโจงกระเบน เวลาออกงานจะสวมถุงเท้ายาวถึงเข่าและใส่รองเท้าหนังหุ้มส้น
  • ชาววัง สวมเสื้อคอปก นุ่งผ้าโจงกระเบน และมีผ้าคาดเอว สวมถุงน่องและสวมรองเท้า
ส่วนประกอบชุด

ผู้หญิง

  • ชาวบ้าน เสื้อลูกไม้ นุ่งซิ่นหรือโจงกระเบน คาดเข็มขัด สะพายแพร ถุงน่อง รองเท้าส้นสูง
  • ชาววัง เสื้อลูกไม้ นุ่งซิ่นหรือโจงกระเบน คาดเข็มขัด สะพายแพร ถุงน่อง รองเท้าส้นสูง

ผู้ชาย

  • ชาวบ้าน เสื้อราชปะแตน โจงกระเบน ถุงเท้า รองเท้า
  • ชาววัง เสื้อคอปก โจงกระเบน ผ้าคาดเอว ถุงน่อง รองเท้า
ผ้าที่ใช้

          ในสมัยนี้ ผ้าทอโรงงานในยุโรปมีเข้ามาจำหน่ายในกรุงเทพฯมากขึ้น และแพร่ออกไปตามหัวเมืองในภาคกลางอย่างรวดเร็ว ประชาชนตามเมืองใหญ่ๆ ต่างหันมานิยมใช้ผ้าทอผ้าพิมพ์จากโรงงานในยุโรป เนื่องมาจากการปฏิวัติอุตสาหกรรมเกิดขึ้นแล้วในทวีปยุโรป ทำให้สามารถผลิตผ้าที่มีคุณภาพดีกว่าผ้าทอมือในประเทศ และส่งเข้ามาขายในราคาที่ถูก เป็นเหตุทำให้การทอผ้าในกรุงเทพฯ เริ่มหายไป

ผู้หญิง

  • ชาวบ้าน ผ้าลูกไม้ นุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง ผ้าลาย ผ้าพื้น
  • ชาววัง ผ้าลูกไม้

ผู้ชาย

  • ชาวบ้าน นุ่งโจงกระเบนผ้าม่วง
  • ชาววัง ใช้ผ้ายก ผ้าเยียรบับ ผ้าเข้มขาบตัดเสื้อ
ทรงผม

ผู้หญิง

          ผมทรงปีก

ผู้ชาย

          ผมทรงมหาดไทย 

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงฉลองพระองค์แบบเสื้อนอกเปิดพระศอ

สมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 5 ฉลองพระองค์เต็มยศใหญ่อย่างโบราณ แต่พระกรฉลองพระองค์เป็นแบบดัดแปลงแบบตะวันตก ที่เรียกว่า “แขนหมูแฮม”

ภาพข้าราชการมหาดไทยมณฑลฝ่ายเหนือ นุ่งโจงกระเบนและสวมเสื้อราชประแตน

ภาพเสด็จประพาสอินเดีย พ.ศ. 2414 คณะเดินทางแต่งกายแบบฝรั่งแต่ยังคงนุงโจงกระเบนแบบไทย

ภาพการแต่งกายของเจ้านายในสมัยรัชกาลที่ 5