เครื่องแต่งกายไทย

สมัยรัตนโกสินทร์ ร.1-8

สมัยรัชกาลที่ 6 พ.ศ. 2453 – 2468

          ช่วงต้นรัชสมัยยังคงลักษณะการแต่งกายเช่นเดียวกับสมัยรัชกาลที่ 5  แต่มีบางอย่างที่ปรับปรุงเปลี่ยนแปลงบ้าง  ผู้หญิงนุ่งโจมกระเบนแต่นิยมใช้ผ้าม่วงเช่นเดียวกับผู้ชาย สวมเสื้อผ่าอก แต่คอลึกกว่าเดิม  แขนยาวเสมอศอก มีแพรบางสะพายทับเสื้ออีกที ทรงผมของผู้หญิงมีการไว้ผมยาวเสมอต้นคอ และดัดเป็นลอนแบบชาวยุโรป มีการใช้เครื่องสำอางแต่งหน้า ผู้ชายนุ่งผ้าโจงกระเบนเสื้อราชประแตน  มีการสวมเสื้อครุยแขนยาวจรดข้อมือตัวเสื้อยาวคลุมเข่าสวมทับเสื้ออีกชั้นหนึ่ง และทรงผมตัดแบบชาวยุโรป

          ช่วงปลายรัชสมัยทรงโปรดให้ผู้หญิงไว้ผมยาวเกล้ามวย นุ่งซิ่น และฟันขาว  โดยเฉพาะทรงผมที่เป็นที่นิยมในสมัยนั้นเป็นผมบ๊อบที่ตัดสั้นระดับใบหูตอนล่าง ทั้งสองข้างยาวเท่ากันและตัดข้างหลังให้โค้งเข้าหาต้นคอเล็กน้อย และทรงที่นิยมคือผมชิงเกิ้ล (Shingle) ลักษณะตัดสั้นเหมือนผมบ๊อบแต่ซอยผมด้านหลังให้ลาดเฉียงลงไปคล้ายหลังคาลาด สำหรับเจ้านายและผู้ดีสมัยนั้นนิยมเอาสายสร้อยหรือผ้ามาคาดรอบศรีษะเหมือนอินเดียแดงในภาพยนตร์ สำหรับเสื้อจะเป็นเสื้อตัวยาวหลวมๆ สวมทับซิ่นอีกทีหนึ่งส่วนมากใช้ผ้าลูกไม้ฝรั่งปักเป็นลวดลายด้วยลูกปัดและไข่มุก นิยมใส่เครื่องประดับ เช่นสร้อยไข่มุก ต่างหูห้อยระย้า เพื่อให้เข้ากับเครื่องแต่งกายที่ปักด้วยลูกปัดและไข่มุก สำหรับผู้ชายนุ่งกางเกงแบบฝรั่ง และนิยมนุ่งกางเกงแพรแบบลำลองจนถึงสมัยรัชกาลที่ 8  นอกจากนี้มีการปรับปรุงการแต่งกายทั้งของทหารและพลเรือนเพื่อให้สอดคล้องกับสากลนิยม  เนื่องจากมีการจัดส่งทหารไทยไปร่วมรบในสงครามโลกครั้งที่ 1 ในยุโรป

ลักษณะชุด

ผู้หญิง

          สวมเสื้อลูกไม้หรือเสื้อผ้าแพรคอกว้าง แขนยาวเสมอศอก นุ่งผ้าซิ่นหรือผ้าโจงกระเบน

ผู้ชาย

          สวมเสื้อคอกลมผ้าขาวบางหรือสวมเสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าโจงกระเบนหรือกางเกงผ้าแพร เวลาออกงานจะใส่สูททับ และผูกหูกระต่ายแบบฝรั่ง

ส่วนประกอบชุด

ผู้หญิง

          เสื้อลูกไม้หรือเสื้อผ้าแพรคอกว้าง นุ่งซิ่นหรือโจงกระเบน

ผู้ชาย

         เสื้อคอกลมหรือเสื้อราชปะแตน โจงกระเบนหรือกางเกง

ผ้าที่ใช้

ผู้หญิง

          ผ้าลูกไม้ ผ้าโปร่งบาง ผ้าแพร ผ้าพิมพ์ดอก

ผู้ชาย

         ผ้าขาวบาง นุ่งโจงกระเบนด้วยผ้าม่วงหรือกางเกงผ้าแพร

ทรงผม

ผู้หญิง

          ไว้ผมยาวประบ่าเสมอต้นคอหรือทำ “ผมบ๊อบ” นิยมคาดศีรษะด้วยผ้าหรือไข่มุก หรือไว้ผมยาว และตลบไว้ท้ายทอย เรียกกันว่า “ผมโป่ง” และผมชิงเกิ้ล (Shingle) ลักษณะตัดสั้นเหมือนผมบ๊อบแต่ซอยผมด้านหลังให้ลาดเฉียงลงไปคล้ายหลังคาลาด

ผู้ชาย

          ตัดผมแบบยุโรป

เครื่องประดับ

ผู้หญิง

          นิยมคาดศีรษะด้วยผ้าหรือไข่มุก และใส่ไข่มุกเป็นเครื่องประดับ

ภาพการแต่งกายของชนชั้นสูงในสมัยรัชกาลที่ 6
ที่มา อเนก  นาวิกมูล, 2547

ภาพผมบ๊อบ
ที่มา อเนก  นาวิกมูล, 2547